ชาวบ้านร้องฟาร์มหมูแอบปล่อยน้ำเสียช่วงฝนตก พืชผักแห้งเหี่ยวตาย 4 ตำบล

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในหมู่ 2 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ว่าน้ำในลำห้วยทับใต้ ซึ่งเชื่อมต่อถึง 4 ตำบล คือ ต.ห้วยไผ่ ต.ดอนแร่ ต.อ่างทอง และต.หน้าเมือง ในเขตพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี เกิดเน่าเสีย น้ำมีสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านที่อยู่ริมลำห้วยดูดน้ำขึ้นมารดพืชผัก ก็ทำให้ผักเริ่มแห้งเหี่ยวตาย ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบนายสมชาย หลวงละ อายุ 46 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลำห้วยทับใต้ และชาวบ้านกำลังมาดูน้ำเสียที่บริเวณประตูน้ำในลำห้วยทับใต้ พร้อมกับถือป้ายข้อความว่า “ทำไมพวกเราชาวเกษตร ต่อสู้กันมาตั้งนานไม่จบสักที เดี๋ยวฟาร์มหมู เดี๋ยวบ่อกุ้ง ปล่อยน้ำเสีย สร้างความเดือดร้อนให้พวกเราไม่รู้จักจบสักที” นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้น้ำในลำห้วยเน่าเสียอย่างมาก เพราะน้ำนั้นดำคล้ำ มีกลิ่นเหม็น เมื่อนำไปรดพืชผักก็ทำให้ใบไหม้หมด ที่ผ่านมาเวลาฝนตก ก็จะมีฟาร์มหมูและฟาร์มกุ้งซึ่งมีอยู่รอบๆตำบลห้วยไผ่หลายฟาร์ม แอบปล่อยน้ำเสียผสมลงมา ช่วงที่น้ำในลำห้วยไม่เสีย ชาวบ้านเคยเก็บผลผลิตได้ครั้งละประมาณ 100 กิโลกรัม แต่ในช่วงที่น้ำเสียเมื่อนำน้ำไปรดทำให้เก็บผลผลิตได้น้อยลงเหลือเพียงแค่ 20 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรต้องใช้น้ำในลำห้วยแห่งนี้ เพราะถ้าไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนมากกว่านี้ ซึ่งชาวบ้านก็ได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ยังเงียบอยู่ ซึ่งตอนนี้น้ำไหลไปถึง 4 ตำบลแล้ว ถ้ายังปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้จะเดือดร้อนกันทั้งลำห้วย ด้านนางจินดา ดวงใจ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/1 หมู่ 2 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง เกษตรกรที่เพาะเห็ดหูหนูขาย บอกว่า ที่ผ่านมาใช้น้ำในลำห้วยทับใต้รถเห็ดมาตลอดไม่เคยมีปัญหา แต่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างหนัก และสังเกตเห็นว่าน้ำในลำห้วยนั้นมีสีดำคล้ำมีกลิ่นเหม็น เมื่อนำมารดเห็ดหูหนูก็ทำให้ก้อนเห็ดสีขาวกลายเป็นสีดำ ดอกเห็ดก็ไม่ออก จึงเชื่อว่าน่าจะมาจากน้ำในลำห้วย ซึ่งไม่ทราบว่าน้ำนั้นเสียเพราะอะไร และคงจะต้องทิ้งก้อนเห็ดแล้วทั้งที่เพิ่งเก็บได้เพียง 2 ครั้ง จากที่เคยเก็บได้มากกว่า 6-7 ครั้ง นางสายฝน เกตุแดง อายุ 49 ปี เกษตรกรปลูกผักหวาน กล่าวว่า ผักหวานที่ตนปลูกไว้จะใช้วิธีตัดแต่งกิ่ง หลังจากเก็บแล้วเพื่อให้แตกใหม่ โดยใช้น้ำในลำห้วยมารด แต่เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นำน้ำในลำห้วยมารดต้นผักหวานก็พบว่าใบที่แตกใหม่นั้นเริ่มหงิกงอ และเริ่มเหี่ยว ทำให้ไม่สามารถเก็บผักหวานไปขายได้ทำให้ขาดรายได้ เพราะที่ผ่านมาเคยเก็บผักหวานได้หลายสิบกิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่ขณะนี้เก็บไม่ได้เลย

ส่วนแตงกวาที่ปลูกไว้ก็แคระแกน ต้นเล็กและไม่ออกลูกทั้งที่ปลูกไว้ถึง 30 วันแล้ว ซึ่งปกติจะเริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว ส่วนมะเขือก็ใบเริ่มแห้งและร่วง เหลือแต่ลูกมะเขือ ซึ่งถ้าเก็บลูกมะเขือแล้วคงต้องตัดต้นทิ้งเพราะต้นเริ่มตายแล้ว สาเหตุก็เพราะใช้น้ำเสียในลำห้วยมารดทำให้พืชผลทางการเกษตรตายหมด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งเข้าไปแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อนที่จะเดือดร้อนไปมากกว่านี้

ที่มา>>>ข่าวสด

ปริญญาโทเมินมนุษย์เงินเดือน วิจัยพันธุ์แตงโมปลูกขายเอง

เดินตลาด อ.ต.ก.ในช่วงจัดงาน “อ.ต.ก.ร่วมใจช่วยภัยแล้ง” สะดุดตาแตงโมใหญ่ยักษ์ขนาด 4–5 กก. ที่บ้านเราไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก เข้าไปสอบถาม ยิ่งทึ่งเข้าไปอีก เป็นแตงโมที่วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์โดยคนขายดีกรีถึงปริญญาโท สาขาพฤกษศาสตร์ม.เกษตรศาสตร์…เลิกอาชีพมนุษย์เงินเดือน หันมาจับจอบเสียมปลูกแตงโมขาย

“สอนที่สวนดุสิตมา 8 ปี เคยทำงานทั้งภาครัฐ เอกชนมาอีกหลายแห่ง เบื่อเป็นลูกจ้าง อยากทำงานที่เป็นเจ้านายตัวเอง เลยลาออกมาทำเกษตรตามอาชีพดั้งเดิมของบรรพ– บุรุษ ประกอบกับแถวบ้านปลูกแตงโมกันมาก เลยมุ่งมั่นอยู่กับแตงโม เพราะเคยเป็นนักวิจัยพันธุ์พืชมาก่อน นำความรู้มาวิจัยพันธุ์แตงโมจนได้พันธุ์ใหม่ แฮปปี้เฟรช เมื่อปลายปี 58 มาให้เกษตรกรแถวบ้านปลูกขาย ตอนนี้สามารถต่อยอดเป็นแบรนด์เฟรชแอนด์เทสตี้แล้วค่ะ”หฤทัย เหมะธุลิน กรรมการวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแตงโม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เล่าถึงการมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ วิจัยได้แตงโมไร้เมล็ด เนื้อแน่น แดงละเอียด ไม่ต้องพึ่งสารเร่งเนื้อแดง กรอบ หอม ลูกใหญ่ 4-9 กก.

ทำครบวงจรเรื่องแตงโม ปรับปรุงพันธุ์เอง ปลูกเอง รับซื้อจากเกษตรกรในกลุ่ม ขายเอง แปรรูปเอง ทำให้ได้ทำงานหลายด้าน ได้เสริมสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน จนเกิดการตลาดในรูปแบบที่สามารถควบคุมราคาผลผลิตตนเองได้

“เกษตรกรได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะไม่ต้องซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ลูกค้าได้สินค้าราคาย่อมเยา ปลอดภัยเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ไร้สารเคมี คุณภาพสดใหม่ ตรงจากสวน เมื่อเราตั้งบริษัทเฟรชแอนด์เทสตี้และชื่อแบรนด์ รับซื้อจากเกษตรกรสมาชิกในราคาประกันที่สูงกว่าแตงโมพันธุ์ทั่วไปเท่าตัว”พื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ ระยะเวลา 80–90 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิต สามารถหล่อเลี้ยงชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ให้มีกำไรไม่ต่ำกว่าไร่ละ 20,000 บาท

ส่วนปลูกอย่างไรให้แตงโมเป็นที่ต้องการของตลาด หฤทัย อธิบาย ก่อนอื่นทุกแปลงต้องปลูกภายใต้มาตรฐานจีเอพี ไม่ใช้สารเร่งความหวานหรือเร่งเนื้อแดง ใช้ระบบน้ำหยดเพื่อให้สามารถควบคุมรสชาติได้สม่ำเสมอ รวมถึงเป็นการประหยัดน้ำไปในตัวนอกจากนั้น เกษตรกร 1 ครอบครัว มีแรงงานแค่ 2 คน จะให้ปลูกได้แค่ 5 ไร่ เพื่อให้มีเวลาดูแลได้ใกล้ชิดและทั่วถึง แต่หากมีมากกว่า 2 คน ปลูกได้ครอบครัวละไม่เกิน 10 ไร่ ที่สำคัญที่สุดคือ การเด็ดผลทิ้ง คัดเอาแต่ลูกที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่เกินต้นละ 3 ลูก เพื่อให้ได้แตงโมคุณภาพดี

ที่สำคัญการปลูกจะใช้หลักการตลาดนำการผลิต…ผลิตตามออเดอร์ที่มีลูกค้าสั่งมาเท่านั้น เพื่อไม่ให้สินค้าล้นตลาด และมีการตั้งศูนย์จัดจำหน่ายรับออเดอร์ในพื้นที่ต่างๆ

และจากการมาขายที่ตลาด อ.ต.ก.ครั้งนี้เอง ทำให้มีคนติดต่อขอเป็นเอเย่นต์ส่งเข้าอเมริกา.

ที่มา>>>Thairath

สองเขื่อนใหญ่ใกล้วิกฤติวอนช่วยประหยัดน้ำ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 พ.ค. นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ เผยว่า น้ำดิบสำรองที่ใช้บริหารจัดการช่วงหน้าแล้งในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลอ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำดิบคงเหลือทั้งสิ้น 23.71 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 17.44 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 1 มิ.ย.2559 หรือเหลืออีกเพียง 21 วันเท่านั้น น้ำต้นทุนก็จะหมดเหลือเพียงก้นเขื่อน 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เอาไว้ใช้สำรอง ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด เหลือน้ำในเขื่อน 23.71 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำที่ใช้การได้เพียง 9.71 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ช่วยกันประหยัดน้ำให้มากที่สุด ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้งใน อ.จอมทอง ทางชลประทานเชียงใหม่ได้ปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่งัดไปถึง อ.จอมทองแล้ว โดยประชุมร่วมกับฝ่ายปกครอง ใน อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และ อ.ป่าซาง อ.เวียงหนองหล่อง จ.ลำพูน ร่วมกันบริหารจัดการแบ่งปันน้ำซึ่งกันและกันและไม่ต้องมาทะเลาะแย่งน้ำกันอีก ขณะเดียวกันทางศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 10 ได้สั่งเครื่องสูบน้ำระยะไกลมาสูบน้ำจากลำน้ำปิงในเขต อ.จอมทอง ไปช่วยเหลือชาวสวนลำไยที่กำลังประสบภัยแล้งยืนต้นตายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ด้านนายมงคล สุกใส รอง ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางจังหวัดได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คาดว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ น่าจะมีฝนตกลงมาช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งของจังหวัดเชียงใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานได้รับผลกระทบอย่างหนักกว่าในเขตที่ชลประทานไปถึง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนลำไย ที่เคยมีรายได้จากการขายลำไยต้องหมดเนื้อหมดตัวเนื่องจากลำไยไม่มีน้ำทยอยยืนต้นตายไปเป็นจำนวนมากต้นลำไยยืนต้นตายทั้งสวน

นางบุญมี ชนะแสน อายุ 71 ปี เจ้าของสวนลำไย บ้านห้วยบง ต.สันติสุข อ.ดอยหล่อ เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอภัยแล้งหนักหนาสาหัสแบบนี้ บ่อบาดาลในสวนลำไยแห้งไม่สามารถสูบน้ำมาใส่สวนลำไยได้ ต้องปล่อยให้ต้นลำไยยืนต้นตายไปทั้งสวน รวมทั้งสวนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆเดียวกันลำไยก็ทยอยยืนต้นตายเช่นกัน ส่วนน้ำในการอุปโภคบริโภคต้องรอรถน้ำจาก อบต.มาแจกให้ ตอนนี้ชาวสวนลำไยรอเพียงฝนที่จะตกลงมาช่วยเท่านั้น และยังไม่ทราบชะตากรรมในวันข้างหน้าว่าต้นลำไยที่ใบแห้งตายจะพลิกฟื้นคืนชีพกลับมาได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เร่งสำรวจต้นลำไยของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยเฉพาะชาวสวนที่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทานพบว่ามีชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบหนักคือ อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง และ อ.ดอยเต่า อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายส้มเขียวหวานแห้งหล่นเป็นจำนวนมาก

ที่ จ.แพร่ นายบุญยภาช สิทธิ์วงค์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 287 หมู่ที่ 4 บ้านวังลึก ต.นาพูน อ.วังชิ้น เจ้าของสวนส้มเขียวหวาน กว่า 20 ไร่ ระบุว่า ปีนี้เจอภัยธรรมชาติอย่างที่ไม่คาดคิด สวนส้มใน อ.วังชิ้น และ อ.ลอง ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำยม เป็นหลัก แต่สองเดือนมานี้แม่น้ำยมแห้งขอดไม่มีน้ำไหล ชาวสวนส้มเขียวหวานได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักยืนต้นแห้งตาย ส่วนที่เหลือก็หล่นใช้การไม่ได้ ไม่คุ้มกับการลงทุน.แม่น้ำแห้งขอดไม่มีน้ำไหล

ที่มา>>>Thairath

อ่างใหญ่สุดศรีสะเกษ น้ำเหลือไม่ถึงครึ่ง-นครสวรรค์ พริกยืนต้นตาย

ภัยแล้งคุกคามไม่หยุด อ่างเก็บน้ำห้วยตามาย จ.ศรีสะเกษ น้ำลดฮวบเหลือไม่ถึงครึ่ง ขณะเกษตรกรไร่พริกนครสวรรค์ ต้องทิ้งให้ยืนต้นตาย หลังผลผลิตแห้งเหี่ยว หงิกงอ จากการขาดน้ำหล่อเลี้ยงยาวนาน

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุกพื้นที่ใน จ.ศรีสะเกษ เริ่มประสบกับความแห้งแล้ง แล้งเร็วและหนักกว่าทุกปี แหล่งน้ำต่างๆ ตามทุ่งนาทุกปีเคยมีน้ำ ปีนี้กลับแห้งขอดหมด น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งลดลงอย่างรวดเร็ว ลดลงมากจนน้ำเหลือไม่ถึงครึ่ง โดยอ่างเก็บน้ำห้วยตามาย ตั้งอยู่ที่ ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ เป็นอ่างเก็บน้ำ 1 ใน 16 อ่างหลักของ จ.ศรีสะเกษ และเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่สุดของจังหวัด มีความจุดอ่างอยู่ที่ 37.29 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำเหลือ 7.353 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 19.72 เปอร์เซ็นต์ของความจุดอ่าง ตอไม้ในอ่างโผล่ขึ้นมาทั่วอ่าง ถือว่าปริมาณน้ำในอ่างลดลงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านสามารถลงเดินลุยน้ำได้ คาดว่าหากในสิ้นเดือน เม.ย. ยังไม่มีฝนตกลงมา น้ำจะแห้งขอด กระทบต่อพืชสวนไร่นาของประชาชนอย่างแน่นอนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สุดใน จ. ศรีสะเกษ น้ำเหลือไม่ถึงครึ่ง

ขณะที่ จ.นครสวรรค์ เกษตรกร ต.ทับกฤชใต้ อ.ชุมแสง ต้องออกมาเก็บพริกแห้งที่เหลือจากความเสียหาย เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัว หลังจากพริกที่ปลูกไว้ส่วนใหญ่แห้งเหี่ยวเน่าเสียเป็นจำนวนมาก นางบุญนำ แบ่งส่วน เกษตรกรหมู่ที่ 7 ต.ทับกฤชใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่หลายหมู่บ้านของ ต.ทับกฤช เป็นพื้นที่รับน้ำจากแม่น้ำน่าน และจะเกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปี แต่ต้นปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงจนทำให้ในพื้นที่ขาดแหล่งน้ำธรรมชาติและฝนทิ้งช่วงยาวนาน จนไม่สามารถหาน้ำมารดไร่พริกได้ ทำให้พริกที่ปลูกไว้ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง เมล็ดพริกหงิกงอ เน่าเสีย แห้งเหี่ยว และยังได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดโรคระบาดจนไม่สามารถควบคุมได้ เบื้องต้น เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องทิ้งไร่พริกเพราะไม่สามารถเยียวยาได้ ส่วนที่ออกมาเก็บพริกในช่วงนี้ เป็นเพียงการเก็บพริกที่เหลือจากความเสียหายเพื่อหารายได้เท่านั้น.เม็ดพริกที่เหี่ยวเฉา ยืนต้นแห้งตาย

พริก ที่จ.นครสวรรค์ ยืนต้นแห้งตาย เพราะขาดน้ำอย่างหนัก

ที่มา>>>Thairath

“ปลูกทานตะวัน” สู้ภัยแล้งรายได้ดี

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายวโรชา จันทโชติ อายุ 49 ปี เกษตรกรหมู่ 8 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เปิดเผยถึงแปลงปลูกทานตะวันกับแปลงปลูกดาวเรืองกว่า 50 ไร่ ริมถนนสายวิเศษ-อ่างทอง ใกล้กับวัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ว่า เป็นผลงานที่เกิดขึ้นได้จากฝีมือของตนและลูกทีม

ในสวนมะนาวพันธุ์แป้นวโรชา ที่ทำขึ้นเพื่อให้เกษตรกร ชาวนาในพื้นที่ จ.อ่างทอง และชาวบ้านใกล้เคียงได้มาดูมาชื่นชม พร้อมกับคิดใหม่ทำใหม่อย่าได้สิ้นหวัง กับภาวะภัยแล้ง เพราะยังมีพืชอีกหลายตัวที่สามารถสู้แล้งได้อย่างเช่น ต้นทานตะวันกับดาวเรือง“ทานตะวันกับดาวเรืองที่ปลูกขึ้นมาในครั้งนี้ โดยต้นทานตะวันใช้วิธีการปลูกแบบหยอดหลุม ใช้ระยะเวลาการปลูกเพียง 55 วัน จะให้ดอกได้แล้ว และจะบานเป็นระยะเวลา 8-10 วัน ซึ่งยังคงบานให้เห็นไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ส่วนแปลงปลูกดาวเรือง จะต้องเพาะกล้าในถาด 12 วัน ก่อนนำปลูก ลงดิน อีก 50 วัน จึงออกดอก แต่สามารถเก็บผลผลิต ดอกดาวเรืองขายได้ตั้งแต่ 1-3 เดือน แถมการให้น้ำ เพียง 3 วันต่อครั้งเท่านั้น หากนำไปขายได้ราคาดี ทำให้ครอบครัวมีความสุข แม้ว่าจะไม่มีน้ำมาทำนา ก็สามารถทำการปลูกพืชชนิดอื่นได้”นายวโรชาบอกอีกว่า ทุกวันนี้เห็นเกษตรกรรายอื่นๆที่ทำนา ต่างหมดความหวังเพราะรอน้ำฝน บางรายฝนตกลงมาไม่มากนักก็ดีใจเร่งหว่านนาเพื่อปลูกข้าว แต่ผลปรากฏว่า ฝนตกลงมาไม่มากนัก ส่งผลให้ต้นกล้าต้องแห้งเหี่ยวตาย ขาดทุนขาดรายได้ จึงขอฝากเตือนให้พวกเราควรระมัดระวังอย่าได้รีบร้อน ปลูกข้าวในตอนนี้ รอฟังทางรัฐบาลว่าจะดำเนินการ เช่นไร ส่วนหากมีเวลาว่างอยากให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.อ่างทอง และใกล้เคียงได้มาศึกษาดูงาน วิธีการปลูก การขยายพันธุ์ และมาชื่นชมแปลงทานตะวันกับดาวเรือง ที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ในขณะนี้ ไปไม่ถูกสอบถามเส้นทางกับนายวโรชาได้ที่ 09-0307-5216.

ที่มา>>>Thairath