เด็กตกรถ ผวา! ไม่กล้านั่งรถไปโรงเรียน โชเฟอร์ประสานพบตร.แม่สอดวันนี้

ด.ญ.วัย 4 ขวบ นร.โรงเรียนบ้านแม่ตาว ที่ประสบอุบัติเหตุตกจากรถตู้รับส่งนักเรียน ที่ อ.แม่สอด วันนี้ยังผวาไม่กล้านั่งรถ ทำให้มารดาต้องเดินกว่า 3 กิโลเมตรเพื่อไปส่งหน้าโรงเรียน ส่วนโชเฟอร์ที่ขับรถคันดังกล่าวติดต่อขอมอบตัววันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 หลังเกิดกรณีเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่ตาว ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด ตกรถวานนี้ (30 พ.ค.) นั้น ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบบริเวณจุดกลับรถ บริเวณที่เด็กนักเรียนตกรถ ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่จราจรมาอำนวยด้านการจราจรแต่อย่างใด ในด้านรถรับ-ส่งนักเรียนหลายคันต่างไม่ยอมเข้าไปส่งเด็กในโรงเรียน บางส่วนส่งแค่หน้าโรงเรียน รวมทั้งเด็กหญิงอะเหย่เม อายุ 4 ขวบที่ตกจากรถ วันนี้ไม่ยอมนั่งรถเนื่องจากหวาดกลัว นางมะไข่ มารดาต้องจูงเดินเท้ามาส่งซึ่งบ้านพักอยู่ไกลเกือบ 3 กิโลเมตร โดยนางมะไข่ที่พูดภาษาไทยไม่ได้บอกว่า ลูกสาวกลัวรถ ไปรับแล้วแต่ไม่ยอมขึ้นจึงต้องเดินมาส่งบรรยากาศการรับส่งนักเรียนด้านหน้าโรงเรียน

ด้าน นายเศรษฐพงษ์ ศรีสุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ตาว ได้เรียกประชุมครูและคณะกรรมการด้านการจราจรเพื่อกำชับให้ดูแลรถรับส่งนักเรียนโดยเคร่งครัดไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกแม้ว่าจะไม่ได้เกิดในโรงเรียน

นายเศรษฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ประชุมให้ครูปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ดูแลรถรับส่งนักเรียนและรถส่วนบุคคลที่เข้ามาส่งเด็กให้จอดในจุดให้จอดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กนักเรียน เนื่องจากปีนี้เรามีนักเรียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่มีความขลุกขลักมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คนขับรถคันเกิดเหตุ ขณะนี้ ได้ติดต่อมาทางโรงเรียนหลังจากเกิดความตกใจ ได้ข้ามไปฝั่งจังหวัดเมียวดีเพื่อให้ผู้อำนวยการพาไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่าในช่วงบ่ายคงจะไปพบกับเจ้าหน้าที่.

ที่มา>>>Thairath

หนุ่มไทยใหญ่เกี่ยงเลี้ยงลูก ฟิวส์ขาดบีบคอเมียดับต่อหน้าเด็กน้อย

พ่อโจ๋ไทยใหญ่เลือดร้อน เกี่ยงกับเมียสาวพม่าเลี้ยงลูกเกิดความเครียด เพราะเพลียจากการทำงานมาทั้งวัน จนไม่ได้สติบีบคอเมียดับคาห้องพัก ปล่อยให้ลูกวัย 4 เดือนนอนดูดนมศพแม่ทั้งคืน…

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่หอพักในย่าน ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.วชิระ กาญจนวิภาดา ผกก.สภ.ช้างเผือก พร้อมพนักงานสอบสวน ตร.พิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ รุดไปตรวจสอบหอพักห้อง 104 เกิดเหตุสามีบีบคอภรรยาเสียชีวิต เมื่อไปถึงพบศพ น.ส.คำหอม อายุ 21 ปี ชาวพม่า นอนเสียชีวิตอยู่บนฟูกที่นอนในห้อง สภาพศพเปลือยกายท่อนบน มีลูกชายวัย 4 เดือนยังนอนหลับอยู่ข้างๆ ศพ ส่วนคนที่ทำร้ายคือสามีชื่อว่า นายศักดิ์ แสงเฮือง อายุ 24 ปี ชาวไทยใหญ่ ยืนรอมอบตัวกับตำรวจที่หน้าห้องพัก โดยตำรวจเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่าผู้เสียชีวิตถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจ มีเลือดไหลออกปากจมูก เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชม.ตร. จนท.พิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ รุดไปตรวจสอบเหตุฆ่ากันตายในหอพัก ใน จ.เชียงใหม่

จากการสอบสวนนายศักดิ์ แสงเฮือง สามีที่ตกเป็นฆาตกรทำร้ายภรรยาตัวเองให้การว่า ได้คบหาอยู่กับภรรยามาได้ร่วม 2 ปี จนมีลูกชายเพิ่งคลอดด้วยกัน 4 เดือนเศษ ตนมีอาชีพรับจ้างทำงานอยู่กับนายจ้างที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ก่อนเกิดเหตุ เวลาตี 2 ขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ลูกน้อยวัย 4 เดือน ได้ตื่นและร้องไห้ ตนจึงบอกให้ภรรยาช่วยดู เพราะอยากจะนอนเนื่องจากเพลียจากการทำงานหนักในตอนกลางวัน ทางภรรยากลับโต้เถียง และเกี่ยงให้ตนดูลูก ด้วยความโมโห จึงบีบคอภรรยาจนแน่นิ่งไป ส่วนลูกน้อยก็ให้ดูดนมแม่จนหลับคาอก แล้วตนก็เผลอหลับไป หลังตื่นมาพบว่าภรรยานอนแข็งทื่อเสียชีวิตแล้ว หลังจากที่สอบสวนแล้วตำรวจได้คุมตัวนายศักดิ์ แสงเฮือง มาดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา ส่วนลูกชายวัย 4 เดือน ยังไม่มีญาติมารับ จึงนำไปฝากเลี้ยงไว้ที่บ้านเด็กชายเชียงใหม่ ของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรอญาติมารับต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

นรข.เชียงราย ยึดไม้แปรรูปเตรียมส่งข้ามโขงขายพ่อค้าฝั่งลาว

ภาพ เครดิต: นรข.เชียงราย

จับไม่หมด!! นรข.เชียงราย หน่วยป้องกันรักษาป่า บุกจับขบวนการลักลอบนำไม้ชิงชันแปรรูป ส่งขายข้ามโขงด้าน อ.เวียงแก่น พบมอดไม้จะอาศัยช่วงดึก นำใส่กระบะเพื่อเตรียมนำลงเรือข้ามฝั่ง แต่ถูกสกัดไว้ได้ ส่วนคนร้ายอาศัยความมืดหลบหนี…

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 พ.ค.59 น.อ.ชลชัย รัตนเรือง ผบ.นรข.เชียงราย เปิดเผยว่า ได้สืบทราบว่าจะมีการลักลอบขนไม้ชิงชันแปรรูปส่งข้ามฝั่งขายพ่อค้าชาวลาวทางด้านชายแดนใกล้จุดผ่อนปรนบ้านแจ๋มป๋อง ต.หล่ายงาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จึงได้สั่งการให้ น.ต.จตุรงค์ ขจรฟุ้ง หน.สน.เรือเชียงของ นรข.เขตเชียงราย พร้อมนายวัชระ ศักดิ์เจริญ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร.8 (หาดไคร้) และฝ่ายปกครองสนธิกันนำกำลัง จนท.เฝ้าซุ่มสกัดยังจุดที่ได้รับแจ้งมา จนเมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 30 พ.ค. พบรถยนต์กระบะต้องสงสัยสองคันที่จุดเลยป้อมตำรวจห้วยเอียน เจ้าหน้าที่จึงติดตามไปประมาณ 15 นาที พอรถต้องสงสัยขับผ่าน ร.ร.บ้านห้วยเอียน ใกล้ทางเข้าจุดดังกล่าว ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ 500 เมตร แต่ขับเลยทางเข้าจุดสำหรับลงไม้ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องหา 2 คน เปิดประตูวิ่งหนีไปใน บริเวณป่าช้าบ้านแจ่มป๋อง อาศัยความมืดหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจยึดรถยนต์กระบะ 2 คัน ยี่ห้อนิสสัน สีแดง บน 4355 พะเยา และยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน บน 2382 พะเยา ตรวจสอบ ท้ายกระบะมีไม้ชิงชันแผ่นเหลี่ยม จำนวน 55 ท่อน ขนาดยาว 2 เมตร ปริมาตร 2.81 ลบ.ม.จุดที่คนร้ายทิ้งรถห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ 500 เมตร

ท้ายรถพบแอบซุกท้ายกระบะมีไม้ชิงชันแผ่นเหลี่ยม จำนวน 55 ท่อน

น.ต.จตุรงค์ เปิดเผยภายหลังการตรวจยึดว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ทาง นรข.ได้ติดตามมา 3 คืน บริเวณใกล้จุดผ่อนปรน ซึ่งเป็นจุดลงไม้ได้สะดวก โดยทิ้งไม้ลงไปโดยไม่ต้องแบกลงมาจบได้ในวันนี้ หลังตรวจค้นละเอียดพบว่าไม้มีสภาพชื้นและมีดินติดมาด้วย น่าจะมีการพักไม้ในพื้นที่ไม่ห่างจากจุดตรวจยึด และพบโทรศัพท์ผู้ต้องหาในรถยนต์กระบะโตโยต้า และตรวจสอบพบว่า รถนิสสัน เป็นของนายเฉลิมพล บุญถึง บ้านเลขที่ 150 ม.8 ต.พระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา ส่วนรถโตโยต้า เป็นของ นายอนันต์ ก๋องแก้ว บ้านเลขที่ 240/1 ม.8 ต.พระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา จึงทำบันทึกตรวจยึด และนำของกลางส่ง สภ.เวียงแก่น เพื่อขยายผลและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ไฟไหม้รถน้ำมัน! ขน 4 หมื่นลิตรคว่ำบนถนน ลามเผาบ้านวอด 1 หลัง

รถพ่วงบรรทุกน้ำมัน 4 หมื่นลิตร มุ่งหน้า จ.ตราด เจอฝนตกตลอดทางถึง อ.ขลุง จันทบุรี เกิดยางระเบิดพลิกคว่ำ น้ำมันไหลออกจากถังเจอประกายไฟ ลุกไหม้รถวอดทั้งคัน เพลิงพวยพุ่ง ลามไหม้บ้านริมถนนวอดไปด้วย 1 หลัง…

วันที่ 30 พ.ค.59 ร.ต.ต.สุชิน สงบกิจ รอง สว.(ป.) สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง รักษาการ หน.ตู้ยามทางหลวงท่าสอน จันทบุรี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถบรรทุกน้ำมันพลิกคว่ำ บนถนนหมายเลข 3 จันทบุรี-ตราด กม.ที่ 371+300 ขามุ่งหน้า จ.ตราด ม.6 ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เกิดไฟลุกไหม้ท่วมรถ ประกายไฟได้ลุกลามไปติดบ้านเรือนประชาชนใกล้เคียงด้วย จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พร้อมประสานรถดับเพลิงใกล้เคียง ตำรวจภูธร สภ.ขลุง เจ้าหน้าที่กู้ภัยขลุงมูลนิธิ และหน่วยกู้ภัย สมาคมบุญช่วยเหลือ จ.ตราดเหตุเกิดบนถนนหมายเลข 3 จันทบุรี-ตราด กม.ที่ 371+300 ขามุ่งหน้า จ.ตราด ม.6 ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี

ที่เกิดเหตุ พบเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาล ต.บ่อ และเทศบาลใกล้เคียงระดมกำลังพร้อมทั้งรถดับเพลิงกว่า 10 คัน เข้าฉีดน้ำใส่รถบรรทุกน้ำมัน 22 ล้อ ขนาด 40,000 ลิตร หมายเลขทะเบียน 78-4292 กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในสภาพพลิกคว่ำตะแคงข้าง ไฟลุกท่วมอย่างรุนแรงทั้งคัน เบื้องต้นทราบว่ามี นายยิ่งศักดิ์ จันทร์สุวรรณ์ อายุ 36 ปี ชาวบ้าน ม. 5 ต.แพรกษาใหม่ อ.สมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่บริเวณเอว ซึ่งกู้ภัยได้นำตัวส่ง รพ.ขลุง ไปก่อนหน้าแล้วรถบรรทุกน้ำมันไฟลุกท่วมอย่างรุนแรงทั้งคัน

ขณะเดียวกัน น้ำมันที่รั่วไหล และประกายไฟที่ลุกไหม้ ทำให้ไฟลุกลามไปติดบ้าน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน เลขที่ 3 ม.6 ต.บ่อ ของนางราวรรณย์ สว่างแจ้ง อายุ 56 ปี ได้รับความเสียหายไป 1 หลัง ส่วนตัวของนาง ราวรรณย์ ได้วิ่งหนีเอาชีวิตรอดหลบไปบ้านญาติที่อยู่ใกล้เคียง ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบเสาไฟฟ้าแรงสูงล้มหักโค่นอีก 2 ต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำและสารเคมีเพื่อควบคุมเพลิง หลังใช้ความพยายามนานร่วม 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ตรวจสอบภายในบ้านของ นางราวรรณย์ พบมีสิ่งของได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้จำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบเพื่อประเมินความเสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ถือเป็นปาฏิหาริย์ ที่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ที่แขวนอยู่ภายในบ้านไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุในครั้งนี้แต่อย่างใดเจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำและสารเคมีเพื่อสกัดเพลิง

เบื้องต้น จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า รถบรรทุกน้ำคันดังกล่าว ที่มีนายยิ่งศักดิ์ เป็นคนขับ กำลังมุ่งไปส่งน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ที่ปั๊มใน จ.ตราด ระหว่างทางมีฝนตกลงมาต่อเนื่อง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ยางรถระเบิดจนเสียหลักไปชนเสาไฟฟ้าพลิกคว่ำ จนน้ำมันรั่วไหลออกมาและเกิดเพลิงลุกไหม้รถท่วมทั้งคัน ก่อนลุกลามไปติดบ้านเรือนของประชาชนเสียหายด้วย 1 หลัง ซึ่งสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ.

ที่มา>>>Thairath

ไม่ต้องรอฤกษ์! เอไอเอส ประมูล 4G รอบสองเคาะได้ราคาเดิมแจส 75,654 ลบ.

การประมูล 4 จีคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบสองจะเริ่มวันนี้ (27 พ.ค.) วันแรก มีเพียงเอไอเอสรายเดียวที่เข้าร่วมประมูล โดยทีมประมูลเอไอเอสมาถึงแล้ว เริ่มเคาะราคาประมูล 09.30 น.โดยเคาะเพียงครั้งเดียวที่ราคา 75,654 ลบ….

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประมูล 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสทช.รอบสองพิธีเปิดการประมูลในเวลา 09.00 น.หน้าอาคารอำนวยการชั้น 1 หลังจากนั้นเวลา 09.15 นาที ผู้เข้าร่วมการประมูลเข้าห้องประมูล และเริ่มเคาะราคาประมูลในเวลา 09.30 นาทีนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ซีอีโอ เอไอเอส เดินทางมาถึง กสทช.

เคาะราคาครั้งเดียวก็จบเลย ที่ 75,654 ล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า คาดว่าการประมูลครั้งนี้จะใช้เวลาเพียง 30 นาที เพราะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว คือเอไอเอส จึงอาจเป็นการเคาะราคาเพียง 1 ครั้ง เพื่อยืนยันสิทธิในราคาตั้งต้นการประมูลที่ 75,654 ล้านบาท โดยกรอบวงเงินของการจัดการประมูลอยู่ที่ 18 ล้านบาท แต่ กสทช.คาดว่าจะใช้จ่ายไม่เกิน 10 ล้านบาท แม้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว แต่กสทช.ยืนยันกฎกติกาของการประมูลยังคงเป็นไปอย่างเคร่งครัด ผู้เข้าประมูลจะไม่สามารถออกนอกพื้นที่การประมูลได้จนกว่าการประมูลจะสิ้นสุดเคาะราคาครั้งเดียวก็จบเลย ที่ 75,654 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.00 น.นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) พร้อมทีมประมูล 4G/900MHz อีก 5 คน มาถึง กสทช. สวมเสื้อโปโลเอไอเอส สวมสูทสีดำทับ เดินเข้าอาคารด้วยสีหน้าที่มั่นใจพร้อมประมูล และยังเผยด้วยว่าวันนี้ไม่มีฤกษ์

เมื่อเวลา 10.05 น. สิ้นสุดการประมูล 4G คลื่นความถี่ 900MHz โดยเอไอเอสเคาะราคาครั้งเดียวยืนราคาอยู่ที่ 75,654 ล้านบาท เป็นราคาเดิมของแจส โมบายที่ชนะประมูลครั้งก่อน.

ที่มา>>>Thairath

ไฟไหม้ป้อมจราจร หน้าสนามบินดอนเมือง คาดลอบวางเพลิง

ไฟไหม้ป้อมจราจรชั่วคราว บริเวณทางออกสนามบินดอนเมือง เสียหายเหลือเพียงโครงเหล็ก เบื้องต้น คาดเป็นการวางเพลิง เนื่องจากป้อมดังกล่าว ไม่มีการต่อไฟฟ้ามาใช้ เร่งสอบวงจรปิด หาสาเหตุที่แท้จริง …

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 27 พ.ค. ร.ต.อ.นาวิน สนิทผล รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.ดอนเมือง รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ป้อมจราจร ริมถนนวิภาวดีรังสิต ช่องทางออกสนามบินดอนเมือง ช่องทางที่ 5 แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ จึงรุดตรวจสอบ พร้อม ฝ่ายสืบสวน สน.ดอนเมือง

ที่เกิดเหตุอยู่ริมถนนวิภาวดีด้านขาเข้า หน้าสนามบินดอนเมืองบริเวณช่องทางออกสนามบิน ช่องทางที่ 5 พบป้อมจราจรชั่วคราวของ สน.วิภาวดี ถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด จนเหลือแต่โครงเหล็กป้อมจราจรชั่วคราว ถูกไฟไหม้ ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ ยังพบป้ายประกาศของ ศูนย์ควบคุมการจราจรวิภาวดีรังสิตทางพิเศษ กก.2 บก.จร. ข้อความระบุว่า “ห้ามรถรับจ้างสาธารณะหยุดรับ – ส่งผู้โดยสารบริเวณนี้ ฝ่าฝืนปรับสูงสุด” ที่ติดอยู่กับผนังกำแพงของสนามบินสภาพถูกตัดลงมาแขวนไว้กับป้ายบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด อีก 1 แผ่น เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยาน รายหนึ่งเล่าว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาตลอดจนช่วงค่ำ (26 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.วิภาวดี ได้มีการจัดระเบียบการจอดของรถสาธารณะ บริเวณด้านหน้าสนามบินดอนเมือง โดยไม่ให้รถรับจ้างสาธารณะจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร ตลอดริมถนนวิภาวดี ด้านขาเข้าตั้งแต่สะพานลอยโรงแรมอมารี แอร์พอร์ต จนถึงประตูทางออกสนามบินช่องทางที่ 5 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้มีการนำป้ายประกาศห้ามจอดมาติดไว้ตลอดแนวกำแพงเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

” การติดป้ายดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีการเปิดให้ใช้อาคารผู้โดยสารอาคาร 2 ทำให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่เดินออกมาเรียกรถสาธารณะที่ทางออกช่องทางที่ 5 เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นช่องทางที่ใกล้กับตัวอาคารมากที่สุด ทำให้รถแท็กซี่ขยับมาจอดริมถนนเป็นทางยาว แต่จุดดังกล่าวไม่อนุญาตให้มีการจอดรับ-ส่ง ผู้โดยสารแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จับปรับกันบ่อยครั้ง จึงอาจทำให้ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะส่วนใหญ่ไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่”  เขากล่าว

ร.ต.อ.นาวิน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่า น่าจะเป็นการวางเพลิง เนื่องจากป้อมจราจรดังกล่าวไม่มีการเดินกระแสไฟฟ้ามาใช้แต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงป้อมจราจรชั่วคราว เพลิงไหม้ทำให้ตัวป้อมที่ทำจากใยแก้วได้รับความเสียหายจนหมดเหลือแต่โครงเหล็ก และยังมีป้ายประกาศของ สน.วิภาวดี ถูกฉีกได้รับความเสียหาย 1 แผ่น โคมไฟส่องป้ายของบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด เสียหาย 2 ดวง ซึ่งขณะนี้ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ และใกล้เคียง อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ต่อไป

ที่มา>>>Thairath

เตือนใต้มรสุมยังหนัก! พัดรถท่องเที่ยวหวิดตกทะเลภูเก็ต-สงขลาอ่วม

(เครดิตภาพ จ.ภูเก็ต จาก ส.ท.ศุภวัฒกัณฐ์ คุณลักษณ์)

ภาคใต้ฝนกระหน่ำหนัก มาพร้อมลมกระโชกแรงจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ รถรับส่งนักท่องเที่ยวถูกลมพัดไหลหวิดตกทะเลที่ ต.ฉลอง ส่วนสงขลา ประกาศเขตภัยพิบัติวาตภัยแล้ว 12 อำเภอ อุตุฯ เตือน อันดามันคลื่นลมยังแรงจนถึง 27 พ.ค.นี้…

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 พ.ค. เทศบาลตำบลฉลอง จ.ภูเก็ต ได้รับการประสานจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จ.ภูเก็ตและพลเมืองดีว่าเกิดเหตุลมกระโชกแรงพัดรถที่ให้บริการนักท่องเที่ยวที่จอดอยู่หน้าศูนย์ควบคุมเรือยอชต์ ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ไหลไปติดคาอยู่ริมขอบท่าเทียบเรือเกรงว่าจะทำให้พลัดตกลงไปในทะเลได้ ทางนายศุภวัฒกัณฐ์ คุณลักษณ์ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลฉลอง เขต 2 จึงนำเจ้าหน้าที่พร้อมรถเครนขนาดกลางรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณท่าเทียบเรือท่องเที่ยวไปยังเกาะต่างๆ เช่น เกาะเฮ เกาะโหลน เกาะราชา พบรถยนต์รับส่งนักท่องที่ยวสี่ล้อ แต่มีความยาวเกือบเท่ากับรถหกล้อ ทั้งสองข้างเปิดโล่งไม่มีกระจกกั้น ภายในต่อเป็นเก้าอี้ยาว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่ง ที่ตัวรถพ่นสีและภาพเป็นวิวทะเลไว้อย่างสวยงาม ด้านหน้าและด้านบนหลังคาเขียนคำว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สภาพบริเวณตั้งแต่ท้ายรถเรื่อยมาจนถึงกลางรถ ห้อยลงไปในทะเล แต่ด้านหน้ารถยังติดอยู่กับพื้นถนน ไม่มีผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลฉลองจึงได้นำสายรัดจากรถเครนคล้องเข้ากับตัวรถและยกท้ายกลับมาบนพื้น โดยไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง และมีลมกระโชกแรง พัดรถรับส่งนักท่องเที่ยวที่จอดอยู่ไหลไปชนกับราวสเตนเลสที่กั้นริมท่าเรือ จนราวหัก จากนั้นล้อหลังทั้ง 2 ข้าง ได้พลัดตกลงไปห้อยอยู่ โชคดีขณะเกิดเหตุยังไม่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนรถ จึงไม่มีผู้ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ส่วนที่ จ.สงขลา วันเดียวกัน นายคงศักดิ์ คงปาน รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สงขลา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เกิดลมกระโชกแรงและสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ของ จ.สงขลาเมื่อวานนี้

ล่าสุดวันที่ 26 พ.ค.ทางจังหวัดสงขลาได้ประกาศให้พื้นที่ 12 อำเภอ เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินวาตภัยปี 2559 ประกอบด้วย อ.รัตภูมิ, จะนะ, เทพา, นาทวี, สะบ้าย้อย, หาดใหญ่, คลองหอยโข่ง, นาหม่อม, เมืองสงขลา, สิงหนคร, บางกล่ำ, อ.สะเดา รวม 68 ตำบล 186 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,129 ครัวเรือน 3,769 คน

ส่วนทรัพย์สิน มีบ้านเรือน 537 หลัง, โรงเรียน 1 แห่ง, คอกสัตว์ 1 คอก, กระชังปลา 2 กระชังและสวนยาง 5 ไร่ ด้านสาธารณประโยชน์ สถานที่ราชการ 4 แห่ง, โรงเรียน 1 แห่ง, วัด 2 แห่ง, มัสยิด 1 แห่งและกุฏิพระ 2 หลัง ทางจังหวัดเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุดสภาพความเสียหายในจ.สงขลา

เวลา 11.00 น. วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไปว่า มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ส่วนมากบริเวณจังหวัดจันทบุรี ตราด ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ในระยะนี้

ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทย มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 นี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย รวมทั้งคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน มีกำลังแรง.

ที่มา>>>Thairath

ชาวภูเก็ตโอด! ถนนเหมือนอยู่บนดาวอังคาร หลังเจอสายฝนเทกระหน่ำ

ขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก : เฉิม เฉิ่ม / ตั้งโอ๋คุง

สุดอึ้ง! ถนนที่ภูเก็ตเป็นหลุมเหมือนอยู่บนดาวอังคาร หลังมีฝนตกหนักในพื้นที่ ด้านผอ.แขวงทางหลวงภูเก็ต เผย แต่ละหลุมมีความลึกไม่เกิน 5 ซม. หลังฝนหยุดตกประสานผู้รับเหมาเข้าปรับพื้นผิวจราจรแล้ว.

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ขับรถแบบนี้ต้องประจาน ภูเก็ต” ได้มีบรรดาชาวภูเก็ตเข้ามาร่วมโพสต์ภาพและแสดงความคิดเห็นบริเวณสี่แยกโลตัสภูเก็ต ที่กำลังมีการสร้างอุโมงค์ทางลอด โดยพื้นผิวจราจรด้านบนเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากว่า ไม่ต่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ หรือ ดาวอังคาร ราวกับพื้นผิวดาวอังคารนายสมัคร เลือดวงหัด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงภูเก็ต เปิดเผยกับสายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ว่า สภาพถนนดังกล่าวเกิดจากฝนที่ตกลงมาเมื่อวานนี้ ส่งผลให้ถนนที่อยู่ในสภาพเตรียมลาดยาง กลายเป็นหลุมตามภาพที่ปรากฎในสังคมออนไลน์ ซึ่งแต่ละหลุมมีความลึกไม่เกิน 5 เซนติเมตร เบื้องต้นหลังจากฝนหยุดได้ประสานผู้รับเหมาให้นำรถเกรดปรับพื้นผิวจราจรบริเวณจุดดังกล่าวแล้ว สำหรับภาพรวมของโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ถนนเตรียมลาดยาง แต่ฝนตกมาเสียก่อน จึงเป็นหลุมบ่อ ผู้รับเหมาเร่งแก้

ผู้รับเหมาเร่งแก้ไขทันทีที่ฝนหยุดตก

ผู้รับเหมาใช้รถเกลี่ยดินปรับปรุงพื้นผิวจราจร

ที่มา>>>Thairath

แค่อ้วน ไม่ได้ท้อง!! นุ่น-ท็อป ยังไม่พร้อมมีลูก

นุ่น ศิรพันธ์ ควง ท็อป พิพัฒน์ แจงเหตุที่อ้วนขึ้น บอกไม่ได้มีน้อง รับอยากมี ตอนนี้ปล่อยธรรมชาติ ไม่คิดฝากไข่ เชื่อร่างกายยังแข็งแรง ผู้ใหญ่ไม่เร่ง ฝ่ายญิงฟุ้งคิดถึงงานละคร บอกอยากกลับไปเล่น พร้อมรับละครหากสามีอนุญาต…

แต่งงานมาปีกว่าแล้ว สำหรับคู่ของ ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร กับ นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ที่หลายคนลุ้นให้มีเจ้าตัวเล็กกันสักที ยิ่งช่วงที่ผ่านมาสาวนุ่นดูอวบขึ้น เลยทำให้หลายคนคิดว่าต้องมีน้องแน่ๆ เมื่อได้มีโอกาสเจอทั้งนุ่นและท็อปมาร่วมงาน THE 1ST ANNIVERSARY OF INNISFREE THAILAND, THE GARDEN CELEBRATION EXPERIENCE ที่ชั้น 1 โซนอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก็ได้ให้สัมภาณษ์ว่า397670_150820115110มีข่าวว่าตอนนี้กำลังมีน้องแล้ว?
นุ่น: “ยังค่ะ อ้วนๆ ความผิดทั้งหมดคือ พี่ท็อปเลี้ยงดีมาก (หัวเราะ) น้ำหนักขึ้นแต่ไม่เคยบ่นเลย ขึ้นมา 2-3 กิโลค่ะ อยู่ดีกินดีช่วงนี้ คนเลยเข้าใจผิด อีกอย่างนุ่นชอบแต่งตัวสบายๆ ตัวใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนทักนะ เพิ่งมีวันนี้ที่โดนทักแบบจริงจัง (หัวเราะ)”
ท็อป: “ผมชอบสไตล์นี้ ผมชอบคนที่ท้วมๆ มีน้ำมีนวล ดูบึกบึน”

วางแพลนว่าจะมีน้องไว้หรือยัง?
นุ่น: “ยังเลยค่ะ”
ท็อป: “ยังไม่กล้าเลยเนอะ ยังใช้คำตอบเดิมว่ายังไม่กล้าที่จะมีลูก ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงยังไงดีตอนนี้”

พอคนทักว่านุ่นท้องหรือเปล่า เรามีสงสัยบ้างไหม?
ท็อป: “อยู่ด้วยกันทุกวัน จะสงสัยทำไมล่ะครับ รู้อยู่แล้วว่าเขายังไม่ได้มีน้อง ก็ต้องขอบคุณหลายๆ คนที่เชียร์อยากจะเห็นลูกของเรา ออกมาจะเป็นยังไง จะดำครึ่ง ขาวครึ่งหรือเปล่า ไม่รู้จะผสมกันยังไง”

หรือจะพับแพลนการมีลูกไปเลย?
ท็อป: “ท็อปต้องให้นุ่นเป็นคนตัดสินใจกับเรื่องนี้ เพราะเขาต้องท้องตั้ง 9 เดือน และเวลาออกมาคนเป็นแม่ก็ต้องดูแลมากกว่า เราเลยรู้สึกว่าให้เขาตัดสินใจดีกว่า”
นุ่น: “ตอนนี้ไม่รีบเลยค่ะ ไม่กดดันเลยค่ะ น่ารักด้วยเวลามีคนมาถาม ใจก็คิดว่าอยากอำแต่ก็กลัวเขาจะด่า เลยยังไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ)”

วางแพลนไว้อีกกี่ปี?
นุ่น: “ยังไม่รู้เลยจริงๆ ค่ะ ไปเที่ยวไม่ติดเลย จะบอกให้คู่โอปอล์กับหมอโอ๊ค ลูกเขาน่ารักนะ”

แสดงว่านุ่นอยากมี แต่ท็อปยังไม่พร้อมใช่ไหม?
ท็อป: “เปล่า ไม่ใช่ครับ ผมว่าอยู่ที่นุ่นเขา เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีเวลาเป็นตัวบีบ หรืออายุเป็นตัวบีบ เดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการตั้งเยอะ เลยไม่ได้กลัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือตอนนี้เราสองคนยุ่งครับ คือเรายังไม่ได้คุยกันเป็นจริงจังว่าจะมีเมื่อไหร่ มันไม่ได้เป็นหัวข้อที่ต้องมาคุยสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะคุยเรื่องอื่นมากกว่า”
นุ่น: “สบายๆ ค่ะ ชิลๆ ถ้าเห็นนุ่นอ้วนขึ้นกว่านี้ก็คือเลี้ยงดีกว่านี้ (หัวเราะ) ตอนนี้ยังไม่มีแน่นอนค่ะ”

ต้องฝากน้ำเชื้อเก็บไว้เพื่ออนาคตเลยหรือเปล่า?
ท็อป: “ผมว่าผมน่าจะพอมีประสิทธิภาพ น่าจะพอใช้ได้อยู่ ยังไม่ต้องถึงกับพึ่งคุณหมอ ยังพอได้ครับ ร่างกายโอเคครับ ที่บ้านประวัติก็ไม่เคยมีใครเป็นอะไร”
นุ่น: “นุ่นไม่ได้ซีเรียสต้องไปฝากไข่เลยค่ะ”.733261

ที่มา>>>Thairath

ยอมแล้วจ้า! รวมทรงผมอลังการงานเดอะสตาร์ คิดไม่ออกบอก ‘อ๊อฟ ปองศักดิ์’

ผ่านพ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับการประกวดร้องเพลง “เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 12” สำหรับผู้ชนะเลิศ The Star คนที่ 12 ในปีนี้ของเมืองไทย ไทยรัฐออนไลน์ ขอแสดงความยินดีอีกสักครั้งกับ บิ๊ก – กฤษฎา จันทร์ดี หมายเลข 8 ได้คะแนนโหวตสูงสุด คว้าตำแหน่งเดอะสตาร์คนที่ 12 ของประเทศไปครอบครอง…

จากการเฝ้าเชียร์ผู้เข้าแข่งขันในทุกๆ สัปดาห์ นอกจากความสามารถของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 8 คนที่เราต้องจับตามองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ผู้ชมและใครหลายคนรอคอยในทุกสัปดาห์นั้นก็คือทรงผมที่เรียกเสียงฮือฮา มีความปัง เก๋ เท่ แบบแม่ก็คือแม่ของหนึ่งในกรรมการคนใหม่ในปีนี้อย่างนักร้องคุณภาพของเมืองไทย ‘อ๊อฟ – ปองศักดิ์ รัตนพงษ์

ซึ่งทรงผมในแต่ละสัปดาห์ที่ได้มานั้น อ๊อฟบอกผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า มาจาก Hair Stylist มากฝีมืออย่าง @kickabite บอกเลยว่าเห็นแล้วขอลุกขึ้นยืนปรบมือรัวๆ ให้กับครีเอทในทุกๆ สัปดาห์ และเราก็ไม่พลาดขอรวบรวมทรงผมอ๊อฟมาให้ได้ชมกัน ใครต้องไปออกงานแล้วยังไม่มีทรงผมเก๋ๆ ปังๆ เราขอแนะนำให้คุณนำทรงพวกนี้ไปเป็นแรงบันดาลใจอ๊อฟ – ปองศักดิ์ รัตนพงษ์

แมนๆคุยกัน
ผมแดงก็มา

น่ารักไปอีก

นี่แหละโฉมหน้า Hair Stylist

นี่แหละโฉมหน้า Hair Stylist

ยอมใจกับทรงซามูไร

 

ที่มาภาพ : aofpongsak, kickabite