ท้องมังกร สุดยอดทำเลทองชั้นดีตามฮวงจุ้ย

ทำเลที่ถือว่าเป็นเลิศและเป็นมงคลในทางฮวงจุ้ยมีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน ลักษณะหนึ่ง ก็คือ ทำเลที่เรียกว่า“ท้องมังกร” เป็นชัยภูมิที่ถือว่าหายากและเป็นที่ปรารถนาของหลาย ๆ คน

คำว่า ท้องมังกร ให้ความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่กักเก็บของพลังมังกรที่นำความรุ่งเรืองและโชคลาภให้กับสถานที่นั้น

ฮวงจุ้ยบ้านท้องมังกร

บ้านที่สร้างบนที่ดินท้องมังกร จะได้รับประโยชน์จากกระแสชี่ที่ดี เพราะลักษณะของท้องมังกรจะมีรูปทรงคล้ายตัวยู บ้านจะได้รับกระแสชี่ ถึง 3 ด้าน ถ้าบริเวณนั้นเป็นจุดในการทำการค้าจะได้ประโยชน์อย่างมาก

สมัยก่อนการเลือกที่ดินที่มีลักษณะท้องมังกร จะเน้นไปที่ทำเลเพื่อการเพาะปลูกมากกว่าการอยู่อาศัย เพราะทำเลท้องมังกรจะเป็นจุดที่ทำให้ดินบริเวณนั้น มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด

ทำเลที่เป็นคุ้งน้ำคดเคี้ยวทำให้กระแสน้ำไหลช้า น้ำจะพัดพาเอาปุ๋ยจากธรรมชาติมาสะสมบริเวณนี้ นอกจากนี้ลักษณะที่เป็นโค้งโอบอุ้ม น้ำยังทำให้ดินบริเวณนั้นชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาการเพาะปลูกบนดินที่ดีย่อมให้ ผลผลิตที่ดีตามไปด้วย

ที่ดินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับกลายเป็นทำเลที่เสีย เพราะน้ำที่ไหลเข้าโค้งจะทำลายหน้าดินบริเวณนั้นไปจนหมด บ้านที่ปลูกบนที่ดินบริเวณนี้ ตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่าจะพบกับความวิบัติ มีแต่เรื่องเสียหายโดยเฉพาะเรื่องของโชคลาภ เพราะถูกกระแสน้ำเฉือนเอาไป นั่นเอง

 ฮวงจุ้ยบ้านท้องมังกร

บ้านที่อยู่บนที่ดินท้องมังกร จะได้ประโยชน์จากกระแสชี่ถึง 3 ด้าน

ประโยชน์ของการสร้างบ้านบนที่ดินท้องมังกร ก็จะเป็นเรื่องของการเข้าออกบ้านได้หลายทาง โดยเฉพาะบ้านที่หลายหลังบนที่ดินเดียวกัน สามารถแยกทางเข้าบ้านได้หลายทางไม่จำเป็นต้องเข้าทางเดียวกัน ซึ่งจะเหมาะกับที่ดินที่มีขนาดใหญ่

ที่ดินท้องมังกรที่มีขนาดเล็กอาจไม่เหมาะกับการสร้างบ้าน เพราะบ้านจะมีถนนโอบถึง 3 ด้าน ทำให้ควบคุมดูแลทรัพย์สินภายในบ้านได้ยาก เป็นช่องทางให้โจรขโมยเข้าบ้านได้ง่าย แต่ถ้าทำเป็นร้านค้าจะถือว่าเหมาะมาก เพราะสามารถรับลูกค้าได้ถึง 3 ด้าน

ประโยชน์ของบ้านที่สร้างบนที่ดินท้องมังกร จะมีเส้นทางเข้าออกไปหลายทาง

บ้านที่อยู่ทำเลที่เป็นซอยตัน หรือบ้านที่อยู่บนถนนที่เป็นเส้นตรง จะได้ประโยชน์จากกระแสชี่ที่ไหลเข้าสู่ตัวบ้านเพียงด้านเดียว ถ้าเป็นบ้านที่อยู่หัวมุมก็จะรับกระแสได้ 2 ด้าน แต่ทำเลท้องมังกรจะได้ถึง 3 ด้าน นี่แหละครับถึงเรียกว่าทำเลที่เป็นเลิศ เป็นชัยภูมิที่เป็นมงคลและให้ประโยชน์สูงสุดในทางฮวงจุ้ย…

ที่มา>>>Sanook

ตร.บุกค้นชุมชนยาเสพติดย่านคลอง 8 พบยาบ้า-ไอซ์ พืชกระท่อม สิ่งผิดกฎหมาย

 เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 24 มิ.ย. พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.ลำลูกกา พร้อมด้วย ร.ต.เวียงชัย โคตรพรหม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ประสานงานในพื้นที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชุมพล พิศลย์กุลพันธ์ รอง ผกก.ป.สภ.ลำลูกกา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. ลำลูกกา ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ปปส. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมด้วย อส.ลำลูกกา เข้าตรวจค้น เพื่อดำเนินการปราบปรามนักค้ายาเสพติดและผู้ที่เกี่ยวข้อง สร้างความปลอดภัย ให้กับหมู่บ้านชุมชน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย ที่บริเวณชุมชนคลอง 8 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมีพ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.ลำลูกกา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนกว่า 50 นาย ร่วมตรวจค้น จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบผู้กระทำความผิดจำนวนหลาย โดยพบยาบ้า ยาไอซ์และพืชกระท่อม สิ่งผิดกฎหมายจำนวนหนึ่ง พร้อมสุ่มตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดซึ่งก็พบมีจำนวนหลายราย จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนขยายผลที่สภ.ลำลูกกา พ.ต.อ.อาทร กล่าวว่า ปฏิบัติการยุทธการหน้าบ้านปลอดภัยเป็นมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติการเพื่อให้สอดรับกับแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนฯ ตาม “ยุทธการหน้าบ้านปลอดภัย” ภายใต้แผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด โดยการปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมายครั้งนี้ พบยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมาย รวมถึงการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะบุคคล

ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปก่อนนำตัวส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

มอบตัวยกแก๊ง!! อ้างเป็นตร.จับสาวรีดทรัพย์-พาไปข่มขืน ผกก.เร่งสอบ

 จากกรณี เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา มี น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ชาว อ.ศรีเชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี อ้างว่า ตัวเองถูกกลุ่มตำรวจนอกรีตโรงพักแห่งหนึ่ง ทำการจับกุมในข้อหาเสพยาเสพติด แล้วทำการลักทรัพย์ , ข่มขู่รีดไถเงินเพื่อแลกอิสรภาพ และพาไปข่มขืนกระทำชำเรา กำลังจะเดินทางเข้าให้ปากคำกว่า 2 ชม. เพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืด วันที่ 23 มิ.ย. ภายหลัง พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา ได้ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสะอาด ผกก.สภ.นาจอมเทียน ให้ติดตามตัวกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจากที่มี น.ส.บี มาแจ้งความร้องทุกข์ จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผกก.สส.สภ.นาจอมเทียน ติดตามตัวผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจเข้ามอบตัวกับร้อยเวรเจ้าของคดี ซึ่งกลุ่มที่เข้ามอบตัวมีจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายไพโรจน์ บุญมี อายุ 46 ปี นายอภิชาติ ฟันกัมเปิ่น อายุ 34 ปี นายชำนาญ คงเปลี่ยน อายุ 43 ปี และ นายคณึง เกษา อายุ 42 ปี โดยตำรวจได้นำตัวเข้าห้องชี้ตัว รวมกับบุคคลอื่น ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจและเข้าไปจับกุม ส่วนคนที่ลงมือข่มขืนคือ นายคณึง เกษา (เสื้อน้ำเงิน)

ด้านนายคณึง ให้การรับสารภาพว่า ได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนดังกล่าวจริง แต่นายคณึงยังได้ให้การปฏิเสธอ้างว่า ตนไม่ได้ใช้กำลังข่มขู่และข่มขืน โดยฝ่ายหญิงยินยอมพร้อมใจเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จะทำการสอบสวนทั้งหมดอีกครั้ง และจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสะอาด ผกก.สภ.นาจอมเทียน เปิดเผยว่า บุคคลทั้งหมดเป็นตำรวจอาสาสมัคร หากมีภารกิจจึงจะเรียกตัวมาใช้ ซึ่งตนเองเพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่ที่ สภ.นาจอมเทียน และกำลังจะปรับระบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งอาสาที่มาช่วย ส่วนเรื่องดังกล่าว หากกระทำผิดจริง ก็ให้ดำเนินคดีตามขบวนการตามกฎหมาย และได้สั่งห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ สภ.นาจอมเทียน และพร้อมจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย  และหากผลการสอบสวนว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นกัน   ด้าน พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผย หลังจากมีการร้องทุกข์แจ้งความของผู้เสียหาย จึงได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดก่อนประสานงานไปยัง สภ.นาจอมเทียน ให้ติดตามตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ถูกกล่าวหา ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คน ก็เดินทางเข้ามามอบตัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสอบปากคำก่อนปล่อยตัวกลับไป ส่วนหากการสอบสวนหรือรวบรวมหลักฐานและพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

ที่มา>>>ข่าวสด

บุกทลายร้านเกมส์แอบเปิดโต๊ะพนันบอล-ไพ่บาคาร่า กลางเมืองอุดรฯ 3 แห่งรวด

 เมื่อเวลา 00.15 น.วันที่ 23 มิ.ย. พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ,พ.ต.ท.สิทธิพร ธารากุลทิพย์ รอง ผกก.สส.ฯ พ.ต.ท.เอกลักษณ์ บุญแสนเจริญ รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ต.พัฒนวงศ์ จันทร์พล สวป.ฯ พ.ต.ต.ชัชวาลย์ ศรีบุญวงศ์ สวป.ฯ พ.ต.ต.อาทิตย์ จันทา สว.สส. พ.ต.ต.ฉลาม ภูเมืองขวา สว.สส.ฯ และกำลังฝ่ายปกครองประกอบด้วย นายปราโมทย์ ธัญพืช ปลัดจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วย นายพลกฤษ เรืองสุกใส ป้องกันจังหวัดอุดรธานี นายวุฒิพงษ์ ใจยศ ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดอุดรธานี นางแววตา ตันเทิดทิตย์ คณะจัดระเบียบสังคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารอส. ร่วมกันออกกวาดล้างจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุดรธานี จุดแรกเข้าทำการตรวจค้นที่ห้องหลังตึกแถว ถ.ประชารักษา ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี พบนายสีทัน มณีพรม อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/20 ถ.สี่ศรัทธา ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมตรวจยึดของกลางมีเงินสด 1,500 บาท โพยพนันฟุตบอลวันที่ 22 มิ.ย.59 จำนวน 2 เล่ม กระดาษทายผลฟุตบอล 1 ชุด ปากกา สมุดโน้ต 1 กล่อง รับสารภาพว่ารับจ้างจากนายทุนให้มาเปิดรับแทงพนันฟุตบอล เบื้องต้นแจ้งข้อหา “เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย” จุดที่สองเข้าตรวจค้นที่ห้องเช่าไม่มีเลขที่ ถ.โพนพิสัย ต.หมากแข้ง และจับกุมนายมงคล เนื่องภักดี อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 155/4 ม.4 ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมยึดของกลางมี แผ่นรหัสเข้าโปรแกรมพนันไพ่บาคาร่าออนไลน์ จำนวน 1 ชุด เงิน 1,900 บาท สมุดโน้ต ปากกา 1 ชุด รับสารภาพว่า ซื้อรหัสมาจากนายทุนแล้วนำมาขายต่อให้กับนักพนัน เพื่อเอารหัสเข้าไปเปิดเล่นพนันในอินเตอร์เน็ต จึงคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนัน (ไพ่บาคาร่าออนไลน์) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย”

ส่วนจุดที่สามเข้าตรวจค้นที่ร้านเกมส์และอินเตอร์เน็ต เลขที่ 118/7 ถ.อดุลยเดช ต.หมากแข้ง พบเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะพร้อมจอจำนวน 7 ชุด และตรวจค้นเจอโพยพนันฟุตบอล 10 ชุด และรหัสเข้าเล่นในโปรแกรมพนันไพ่บาคาร่า 10 ชุด คุมตัวนายเอกชัย สุมาลัย อายุ 39 ปี และนายวิเชียร พฤกษชาติ อายุ 37 ปี คนคุมดูแลร้าน

รับสารภาพว่าเปิดเป็นร้านเกมส์อินเตอร์เน็ตตามปกติ แต่แอบลักลอบนำเอารหัสเข้าโปรแกรมเล่นพนันๆ ไพ่บาคาร่า และโพยทายผลฟุตบอลมาขายให้ลูกค้าเฉพาะคนที่ชอบเล่น โดยอ้างว่าเฮียภาพ เป็นคนนำเอามาให้ขายให้ลูกค้า จึงคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย”และ“เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนัน (ไพ่บาคาร่าออนไลน์) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย”

ที่มา>>>ข่าวสด

แมลงปีกแข็งยึด5หมู่บ้านถึง2ปี ไต่ยั้วเยี้ยนับล้านตัว หนุ่มสุดทนย้ายหนี-กู้เงินสร้างบ้านใหม่

 วันที่ 22 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 122/1 บ้านกระแชง หมู่ 20 ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านของนายปภาณ แก้ววิฑูรย์ อายุ 35 ปี มีแมลงปีกแข็งนับล้านตัว บุกเข้าอาศัยอยู่ในภายในบ้าน โดยจะพากันวิ่งอยู่บนพื้นบ้านและไต่อยู่ตามผนังของบ้านที่ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ทำให้เจ้าของบ้านไม่สามารถอาศัยอยู่ภายในบ้านได้ เนื่องจากแมลงปีกแข็งมีจำนวนมากในบ้านและส่งกลิ่นเหม็นมาก ดังนั้นนายปภาณจึงไปกู้เงินจากญาติพี่น้อง 60,000 บาท มาสร้างบ้านที่ทำด้วยปูนอยู่ใกล้กับบ้านหลังเดิม เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้อยู่อาศัย โดยปล่อยให้บ้านของตนเองให้แมลงยึดครองอยู่แทน   ต่อมานายธนาวรรณ สุระชาติ นายกอบต.กระแชง สั่งการให้นายเทียนชัย ศรีสังขาร นายช่างโยธา นำเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปพ่นยาเพื่อฆ่าแมลงปีกแข็งภายในบ้านของนายปภาณ  ปรากฏว่าทำให้แมลงปีกแข็งตายจำนวนมาก แต่ว่ายังไม่หมด ยังคงมีแมลงปีกแข็งเข้ามาอาศัยอยู่อีก ซึ่งนายกอบต.กระแชง ได้นำคณะเข้าไปตรวจสอบติดตามผลการพ่นยาแล้ว เมื่อพบว่ายังมีแมลงปีกแข็งเข้ามาอาศัยอยู่ภายในบ้านอีก จึงได้สั่งการให้ทำการพ่นยาฆ่าแมลงปีกแข็งอีกครั้ง

นายปภาณ เจ้าของบ้านที่ถูกแมลงปีกแข็งบุกยึดครอง กล่าวว่า บ้านของตนด้วยไม้ทั้งหลัง และในช่วงเข้าหน้าฝนของทุกปี จะมีแมลงปีกแข็งบุกเข้ามาในบ้าน โดยจะเข้าในเวลากลางคืนเสียงดังมากเหมือนกับเสียงผึ้งแตกรังและเมื่อเกาะตามหลังคาและตามตัวบ้านจะเหมือนกับเสียงฝนตกห่าใหญ่ จากนั้นแมลงจะไต่ไปตามพื้นบ้านเต็มไปหมด โดยแมลงเหล่านี้จะมีกลิ่นเหม็นมาก ตนและครอบครัวต้องช่วยกันกวาดเอาแมลงไปทิ้งนอกบ้าน แต่ว่าก็ยังบินและไต่เข้ามาในบ้านอีกเป็นเช่นนี้มานานถึง 2 ปีติดต่อกันแล้ว  ซึ่งนายกอบต.กระแชงได้ให้เจ้าหน้าที่มาทำการพ่นยาฆ่าแล้ว แต่ว่าแมลงปีกแข็งก็ยังกลับเข้ามาอีก ตนต้องไปสร้างบ้านหลังเล็กๆ ที่ทำด้วยปูนเพื่อหนีแมลงปีกแข็ง จนกว่าแมลงปีกแข็งจะหนีไปซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในแต่ละครั้ง จึงจะสามารถกลับเข้าไปอาศัยอยู่ภายในบ้านของตนเองได้

ด้านนายธนาวรรณ กล่าวว่า ในเขตต.กระแชง มีหมู่บ้านที่โดนแมลงปีกแข็งบุกเข้าไปยึดครองทั้งสิ้น 5 หมู่บ้านด้วยกันคือ บ้านเขวา หมู่ 20 บ้านซำเบ็ง หมู่ 8 บ้านซำเบ็ง หมู่ 14 บ้านระโยง หมู่ 5 และบ้านกระแชงพัฒนา หมู่ 12 ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปพ่นยาฆ่าแมลงปีกแข็งเหล่านั้นตายไปจำนวนมาก เพื่อเป็นการให้การช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนแล้ว แต่ยังมีแมลงปีกแข็งเข้ามาอาศัยอยู่อีก ซึ่งตนก็จะให้เจ้าหน้าที่ไปพ่นยาฆ่าแมลงอีก โดยใช้งบประมาณของอบต. เพื่อเป็นการให้การช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ต่อไป แม้ว่าจะยังมีแมลงบุกเข้าอยู่อีก แต่ว่าก็เป็นการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นช่วยชาวบ้าน โดยแมลงบุกเข้ามาใน 5 หมู่บ้านนี้เป็นมานานถึง 2 ปีติดต่อกันแล้ว คาดว่าเนื่องจากเป็นการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนทำให้แมลงปีกแข็งบินเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเรือนของชาวบ้านที่ทำด้วยไม้ทั้งหมด

ที่มา>>>ข่าวสด

เผยปมหนุ่มคลั่งยิง-ปาระเบิดถล่มบ้าน เหตุขัดแย้งแบ่งมรดกที่ดิน-ต้องการหาเงินสู้คดีฆ่าคนตาย

กรณีเกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดและยิงถล่มหลายนัดทำให้ผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลายราย ภายในบ้านเลขที่ 78 หมู่ 5 ซอยมุ่งพัฒนา เขตเทศบาลตำบลท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และคนร้ายเป็นชาย เดินถือปืนจ่อศีรษะตัวเองและมีวัตถุระเบิด ยืนอยู่ด้านหน้าบ้านทราบชื่อคือนายปิยะ ศุกิจตานนท์ อายุ 43 ปี ชาวจ.ชลบุรี ส่วนคนเจ็บ 6 ราย เจ้าหน้าที่ลำเลียงออกจากบ้านนำส่งโรงพยาบาลพุนพิน โดยมีผู้เสียชีวิต 1 รายอยู่ในบ้านทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือนายมาณัติชัย โคตรเครือ อายุ 39 ปี ต่อมาหน่วยแม่นปืน จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตัดสินใจยิงบริเวณนิ้วมือขวาเพื่อไม่ให้นายปิยะฆ่าตัวตาย แล้วเข้ารวบตัวนายปิยะได้บริเวณหลังบ้าน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น คืบหน้า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 มิ.ย. ที่ห้องประชุม สภ.พุนพิน พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.สมชาย ซื่อต่อตระกูล ผกก.สภ.พุนพิน พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมคืบหน้าของคดีจากนั้น ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยละเอียดอีกครั้ง พล.ต.ท.เทศา กล่าวว่า จากการสอบสวนพยานเบื้องต้นทราบว่านายปิยะ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุมีความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินมรดกที่ดิน ที่เกี่ยวพันกับกลุ่มผู้ตายและบาดเจ็บ โดยคดียังอยู่ระหว่างประกันตัวชั้นศาลในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จึงต้องการหาเงินเพื่อตัวสู้คดีของตนเอง ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุมอบหมายให้ พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ตั้งคณะทำงานสอบสวนหามูลเหตุที่แท้จริง รวมถึงที่มาของอาวุธปืนและระเบิดที่ใช้ก่อเหตุ ด้าน พ.ต.ต.อภิชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นขณะเกิดเหตุได้ใช้ยุทวิธีในการเจรจาต่อรอง พร้อมหน่วยแม่นปืนเข้าทำการปิดล้อม เนื่องจากผู้ต้องหาก่อเหตุด้วยอาวุธปืนและวัตถุระเบิด หลังจากเจรจาไม่เป็นผลและเริ่มมืดเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจยิงมือผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บ และทำการเข้าชาร์จ ขณะนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังไม่สามารถสอบปากคำได้ จากการสอบสวนนางละออ พุ่มแย้ม อายุ 61 ปี เจ้าของบ้านหลังเกิดเหตุ ทราบว่า ขณะเกิดเหตุตนนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำหน้าบ้าน และได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดจึงวิ่งไปดู เห็นนายปิยะผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหลานที่ตนเองเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่คนในบ้าน จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุมาจากเรื่องที่ดิน ทั้งนี้ ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องถึงสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชายชราถูกรถชนบาดเจ็บ-นอนหนาวกลางฝน หมอหนุ่มโดดเข้ารักษา-ชาวบ้านแห่ช่วย

 เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 21 มิ.ย. พ.ต.ท.พศวัต ศิริพรนพคุณ สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบรี รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนคนเดินข้ามถนน ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้า สภ.เมืองพัทยา ม.9 ต.หนองปรือ จ.ชลบุรี หลังรับแจ้ง จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา รีบรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบชายชรา ทราบชื่อภายหลัง คือ นายอำพร เขาแก้ว อายุประมาณ 60-65 ปี อาชีพหาบเร่ขายของอยู่บริเวณชายหาดพัทยา ถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บ นอนอยู่กลางถนน ท่ามกลางสายฝน อยู่ในอาการหนาวสั่น พบ นพ.พีรวัศ กาญจนเบญจา แพทย์แผนกทั่วไปของโรงพยาบาลเมืองพัทยา ช่วยตรวจสอบอาการผู้บาดเจ็บและทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมนำผ้าห่มที่ติดรถลงมาคลุมบรรเทาความหนาวให้กับชายชราผู้ประสบเหตุ โดยมีพลเมืองดีทีอยู่ในละแวกใกล้เคียง ช่วยกันกางร่มกันฝนที่เริ่มตกแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ มาถึงจึงเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลบางละมุง สอบถาม นพ.พีรวัศ กาญจนเบญจา เล่าว่า ในขณะที่กำลังขับรถกลับที่พัก หลังจากออกเวร จนกระทั่งผ่านบริเวณจุดเกิดเหตุ พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ซึ่งผู้บาดเจ็บเป็นคนชรา นอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน เนื้อตัวเปียกปอน แต่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ จึงรีบหยุดรถเข้าข้างทาง ลงมาตรวจสอบ ช่วยปฐมพยาบาลพร้อมกับแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ เพื่อนำส่งโรงพยาบาลดังกล่าว เบื้องต้น นายอำพร เขาแก้ว ผู้บาดเจ็บ อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว ส่วนคู่กรณีทราบว่าเป็นคนขับขี่วินจยย.รับจ้าง ทราบชื่อ คือ นายสมเกียรติ กาเหว่าทอง อายุ 51 ปี พร้อมให้การช่วยเหลือและชดใช้ค่าเสียหายกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

หกล้อซิ่งชนท้ายกระบะโชเฟอร์ถูกอัดก๊อปปี้กับเสาไฟฟ้าดับสยองคาซาก

  เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 มิ.ย. ร.ต.อ.ไพโรจน์ คำมะตะศิลา รอง สวส.สภ.เมืองหนองบัวลำภู รับแจ้งอุบัติเหตุรถชนกันมีผู้เสียชีวิต บริเวณทางหลวงแผ่นดินสาย 228 หนองบัวลำภู-ศรีบุญเรือง เขตบ้านวังหมื่น ต.หนองบัว อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู จึงประสานแพทย์เวร รพ.หนองบัวลำภู กู้ภัยนเรศวร รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถหกล้อ สีฟ้า ทะเบียน 80-1042 หนองบัวลำภู บรรทุกกากมันสำปะหลังเสียหลักลงข้างทางไปชนกับเสาไฟฟ้าแรงสูง คนขับถูกอัดก๊อปปี้ติดอยู่กับที่นั่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ทราบชื่อคือ นายปิยะ ศรีพันธุ์ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ 6 บ.โนนเรียง ต.บ้านพร้าว อ.เมืองหนองบัวลำภู ตรวจสอบอีกฟากของถนนพบรถเอสยูวี ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นมิวเซเว่น สีขาว ทะเบียน กต 8984 ขอนแก่น พลิกตะแคงอยู่กับร่องข้างถนน พบ น.ส.จารุพร จ้ายหนองบัว อายุ 23 ปี คนขับรถได้รับบาดเจ็บเคล็ดขัดยอกตามลำตัว เข้าไปนั่งพักใต้ร่มไม้และรอให้เจ้าหน้าที่กู้ซากรถนำร่างผู้ตายออกมาก่อน น.ส.จารุพร เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะขับรถมาตามถนนสายดังกล่าวมุ่งหน้ากลับบ้าน พอมาถึงจุดเกิดเหตุ รถคันข้างหน้าชะลอจะเลี้ยวขวาเข้าศูนย์อะไหล่รถแทรกเตอร์ ตนจึงชะลอรถวิ่งชิดซ้าย จังหวะนั้นเองรถหกล้อที่วิ่งตามมาข้างหลังก็พุ่งชนท้ายรถตนอย่างแรง ก่อนที่รถของตนจะพลิกคว่ำลงข้างทาง สวนรถหกล้อก็เสียหลักตกลงข้างทางไปชนเสาไฟฟ้าจนคนขับเสียชีวิตดังกล่าว

ด้านญาติผู้เสียชีวิต ที่เดินทางมาที่เกิดเหตุต่างร่ำไห้กันระงม พร้อมบอกว่า ผู้ตายขับรถขนกากมันสำปะหลังจะเอาไปทำถุงเพาะเห็ด ไม่น่าจะเกิดเหตุสลดแบบนี้ขึ้น และขอรับศพกลับไปจัดการตามประเพณีที่บ้านต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อตรวจที่เกิดเหตุและให้เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เสร็จ ก็จะนัดคู่กรณีมาสอบสวนสาเหตุที่เกิดขึ้นกันต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวบ้านร้องฟาร์มหมูแอบปล่อยน้ำเสียช่วงฝนตก พืชผักแห้งเหี่ยวตาย 4 ตำบล

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในหมู่ 2 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ว่าน้ำในลำห้วยทับใต้ ซึ่งเชื่อมต่อถึง 4 ตำบล คือ ต.ห้วยไผ่ ต.ดอนแร่ ต.อ่างทอง และต.หน้าเมือง ในเขตพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี เกิดเน่าเสีย น้ำมีสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านที่อยู่ริมลำห้วยดูดน้ำขึ้นมารดพืชผัก ก็ทำให้ผักเริ่มแห้งเหี่ยวตาย ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบนายสมชาย หลวงละ อายุ 46 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลำห้วยทับใต้ และชาวบ้านกำลังมาดูน้ำเสียที่บริเวณประตูน้ำในลำห้วยทับใต้ พร้อมกับถือป้ายข้อความว่า “ทำไมพวกเราชาวเกษตร ต่อสู้กันมาตั้งนานไม่จบสักที เดี๋ยวฟาร์มหมู เดี๋ยวบ่อกุ้ง ปล่อยน้ำเสีย สร้างความเดือดร้อนให้พวกเราไม่รู้จักจบสักที” นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้น้ำในลำห้วยเน่าเสียอย่างมาก เพราะน้ำนั้นดำคล้ำ มีกลิ่นเหม็น เมื่อนำไปรดพืชผักก็ทำให้ใบไหม้หมด ที่ผ่านมาเวลาฝนตก ก็จะมีฟาร์มหมูและฟาร์มกุ้งซึ่งมีอยู่รอบๆตำบลห้วยไผ่หลายฟาร์ม แอบปล่อยน้ำเสียผสมลงมา ช่วงที่น้ำในลำห้วยไม่เสีย ชาวบ้านเคยเก็บผลผลิตได้ครั้งละประมาณ 100 กิโลกรัม แต่ในช่วงที่น้ำเสียเมื่อนำน้ำไปรดทำให้เก็บผลผลิตได้น้อยลงเหลือเพียงแค่ 20 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรต้องใช้น้ำในลำห้วยแห่งนี้ เพราะถ้าไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนมากกว่านี้ ซึ่งชาวบ้านก็ได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ยังเงียบอยู่ ซึ่งตอนนี้น้ำไหลไปถึง 4 ตำบลแล้ว ถ้ายังปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้จะเดือดร้อนกันทั้งลำห้วย ด้านนางจินดา ดวงใจ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/1 หมู่ 2 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง เกษตรกรที่เพาะเห็ดหูหนูขาย บอกว่า ที่ผ่านมาใช้น้ำในลำห้วยทับใต้รถเห็ดมาตลอดไม่เคยมีปัญหา แต่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างหนัก และสังเกตเห็นว่าน้ำในลำห้วยนั้นมีสีดำคล้ำมีกลิ่นเหม็น เมื่อนำมารดเห็ดหูหนูก็ทำให้ก้อนเห็ดสีขาวกลายเป็นสีดำ ดอกเห็ดก็ไม่ออก จึงเชื่อว่าน่าจะมาจากน้ำในลำห้วย ซึ่งไม่ทราบว่าน้ำนั้นเสียเพราะอะไร และคงจะต้องทิ้งก้อนเห็ดแล้วทั้งที่เพิ่งเก็บได้เพียง 2 ครั้ง จากที่เคยเก็บได้มากกว่า 6-7 ครั้ง นางสายฝน เกตุแดง อายุ 49 ปี เกษตรกรปลูกผักหวาน กล่าวว่า ผักหวานที่ตนปลูกไว้จะใช้วิธีตัดแต่งกิ่ง หลังจากเก็บแล้วเพื่อให้แตกใหม่ โดยใช้น้ำในลำห้วยมารด แต่เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นำน้ำในลำห้วยมารดต้นผักหวานก็พบว่าใบที่แตกใหม่นั้นเริ่มหงิกงอ และเริ่มเหี่ยว ทำให้ไม่สามารถเก็บผักหวานไปขายได้ทำให้ขาดรายได้ เพราะที่ผ่านมาเคยเก็บผักหวานได้หลายสิบกิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่ขณะนี้เก็บไม่ได้เลย

ส่วนแตงกวาที่ปลูกไว้ก็แคระแกน ต้นเล็กและไม่ออกลูกทั้งที่ปลูกไว้ถึง 30 วันแล้ว ซึ่งปกติจะเริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว ส่วนมะเขือก็ใบเริ่มแห้งและร่วง เหลือแต่ลูกมะเขือ ซึ่งถ้าเก็บลูกมะเขือแล้วคงต้องตัดต้นทิ้งเพราะต้นเริ่มตายแล้ว สาเหตุก็เพราะใช้น้ำเสียในลำห้วยมารดทำให้พืชผลทางการเกษตรตายหมด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งเข้าไปแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อนที่จะเดือดร้อนไปมากกว่านี้

ที่มา>>>ข่าวสด

“บอล ภราดร” อุปสมบท เรียบง่าย วัดธาตุ พระอารามหลวง ได้รับฉายา “ภูริญาโณ”

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ซูเปอร์บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์อดีตนักเทนนิสขวัญใจชาวไทย ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดธาตุ พระอารามหลวงถ.กลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นครั้งที่ 2 แบบเรียบง่าย โดยมี ดร.พระเทพกิตติรังษี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสวัดธาตุพระอารามหลวงเป็นพระอุปชา พระครูสุตธรรมภาณี จากวัดพระธาตุขามแก่น เป็นพระกัมวาจาจารย์ พระครูสุธีคัมภีรญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธาตุฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์โดยมีนายชนะชัย ศรีชาพันธุ์ บิดา นางอุบล ศรีชาพันธุ์ มารดา นายธนากร ศรีชาพันธุ์ พี่ชาย พร้อมเครือญาติประมาณ 50 คน ได้แห่นาครอบอุโบสถ 3 รอบ โดยมีแฟนสาวคนใหม่ของภราดร ถือหมอนร่วมในขบวนแห่ เมื่อเข้าไปในอุโบสถได้กระทำพิธีอุปสมบทเสร็จสิ้น ได้รับฉายาว่า “ภูริญาโณ” แปลว่าปัญญาประดุจดังแผ่นดิน หรือ ปัญญากว้างใหญ่ไพศาล   ภราดร กล่าวว่า ในครั้งที่แล้วบวชเมื่อปี 2548 เป็นช่วงวัยเบญจเพส ตอนนั้นบวชระยะเวลาเพียง 7 วัน ได้สึกออกมาเพราะมีภารกิจมาก โดยส่วนตัวมีความตั้งใจว่าอยากจะบวชมานานแล้ว แต่เนื่องจากติดภารกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องเลื่อนมาเรื่อยๆ แต่ในปีนี้ซึ่งถือว่าเป็นปีมหามงคลของพสกนิกรชาวไทย ในฐานะที่เป็นพสกนิกรชาวไทย ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้ตัดสินใจเข้าพิธีอุปสมบท เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองสิริราชสมบัตรครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ 7 รอบ โดยหลังจากอุปสมบทแล้วก็จะปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดธาตุพระอารามหลวงแห่งนี้ ไปจนถึงวันที่ 29 มิถุนายน ก็จะได้ลาสิกขาบท รวมระยะเวลาในการอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติและศึกษาธรรม ทั้งสิ้น 10 วัน และหลังจากที่สึกออกไปแล้ว จะมุ่งมั่นในการพัฒนาฝีมือกอฟล์เพื่อที่จะทำอันดับให้ดีที่สุดของประเทศไทย“ปีนี้ถึงจังหวะที่คิดว่าเหมาะสม ประกอบกับมีเวลาว่างพอดี จึงตั้งใจขอบวชพระรอบ 2 ในช่วงเดือนนี้ ซึ่งเป็นเดือนเกิด และเป็นช่วงจังหวะที่พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวทรงประชวร อยากบวชถวายให้ในหลวง ทรงหายจากพระอาการประชวร และแทนคุณพ่อแม่ ด้วยบวชครั้งนี้ไม่ได้บอกใครนอกจากญาติๆ บวชวัดใกล้บ้าน เพราะอยากให้พ่อแม่ได้ใส่บาตรด้วย” ภราดร กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด