หนุ่ม 17 ควบเก๋งหลับใน ชนระนาว-ไฟพรึบไหม้รถ คนช่วยรอดหวุดหวิด

สองวัยรุ่น อายุ 17 ปี ควบเก๋งหลับใน ชนท้ายกระบะ ก่อนจะหมุนกลางสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ชนรถพ่วง 18 ล้อ และฟาดกับแท่งปูนเกาะกลางจนรถเกิดไฟลุกทันที โชคดีที่คนเข้าไปช่วยออกมาทัน รอดหวุดหวิด…

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ มีแย้ม รองผกก.(สอบสวน) สทล.1 กก.8 จุดพักรถเขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ตรวจสอบเหตุรถชนกันแล้วเกิดเพลิงไหม้ บริเวณกลางสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ถนนมอเตอร์เวย์ ขาเข้า กทม. กม.47-48 หมู่ 6 ต.ท่าสะอ้านที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีแดง ทะเบียน กรุงเทพมหานคร พุ่งชนอัดแท่งปูนเกาะกลางสะพาน จนเกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหน่วยกู้ภัยมอเตอร์เวย์ ต้องใช้น้ำฉีดควบคุมเพลิงประมาณ 10 นาที เพลิงจึงสงบ พบไฟลุกไหม้เสียหายทั้งคัน พบ นายโก๋ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี คนขับ และ นายบอย (นามสมมติ) อายุ 17 ปี คนนั่ง ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 ใกล้กันพบรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีขาว ทะเบียน บล 951 ระยอง จอดอยู่เลนขวาพังเสียหายรอบคัน มีนายสมเกียรติ ไชยคำ อายุ 32 ปี เป็นคนขับ และรถพ่วง 18 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ทะเบียนตัวแม่ 60-6319 กรุงเทพมหานคร ทะเบียนตัวพ่วง 60-3082 กรุงเทพมหานคร ของนายสำราญ สุขแจ่ม อายุ 33 ปี ถูกชนเข้าที่ตัวพ่วงฝั่งขวาพังเสียหายด้าน ฝั่งขาเข้าชลบุรี ก็มีรถแท็กซี่ โตโยต้า อิโนว่า สีเขียว-เหลือง ทะเบียน มฎ 3775 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่เลนขวา ด้านหน้ากระจกเสียหายและยางล้อหน้าขวาแตก มีนายสุเทพ ระงับภัย อายุ 43 ปี เป็นคนขับ

จากการสอบสวน นายโก๋ ให้การว่า กำลังขับรถเข้า กทม. พอมาถึงที่เกิดเหตุ เกิดหลับใน ทำให้รถเสียหลักไปชนท้ายรถกระบะ แล้วหมุนคว้างไปชนรถพ่วง 18 ล้อที่ขับตามมา แล้วกระเด็นไปอัดขอบกำแพงก่อนจะหมดสติไป ซึ่งโชคดีที่มีพลเมืองดีจอดรถเข้าไปนำตัวทั้งสองคนออกมา แจ้งเจ้าหน้าที่นำส่ง รพ. ส่วนชิ้นส่วนที่กระเด็นข้ามฝั่ง ก็กระแทกกระจกรถแท็กซี่ที่ขับสวนมาได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

บ้านไม้ริมคลองสี่ กรำพายุลมฝน พังครืนทั้งหลัง คน-หมา-แมว ไร้ที่อยู่

บ้านไม้ริมคลองที่ลำลูกกาปทุมธานี โดนพายุจนโย้เอียง ก่อนจะพังครืนลงไปในคลองทั้งหลังพร้อมข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน คน 3 คน หมา 11 ตัว แมว 9 ตัว ไร้ที่อยู่ และต้องย้ายไปที่อื่น สร้างใหม่ไม่ได้เพราะปลูกล้ำที่ชลประทาน

วันที่ 4 พ.ค.59 นายไพฑูรย์ แสงสวัสดิ์ ปลัดอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมด้วย นายมนัส ดำริห์ รองปลัด ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศบาลเมืองลาดสวาย และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองลาดสวาย ได้รับแจ้งเกิดเหตุบ้านถล่ม บริเวณริมคลองสี่ หลังตลาดเอซี บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ปลูกอยู่ริมคลอง สภาพเก่า เสาไม้ที่ยึดกับเสาปูนหน้าบ้าน โครงสร้างหลักของบ้านได้หักโค่น และบ้านถล่มลงไปในคลองได้รับความเสียหายทั้งหลัง รวมทั้งข้าวของ ทรัพย์สินภายในบ้าน โดยมีนายไพรัตน์ สว่างวงษ์ อายุ 45 ปี และนางธนพร สังข์น้ำมนต์ อายุ 42 ปี เจ้าของบ้านพยายามหาเก็บข้าวของที่ยังพอใช้ได้นายไพรัตน์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุในบ้านมีคนพักอาศัยอยู่ 3 คน พร้อมทั้งสุนัข 11 ตัว แมว 9 ตัว โดยเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ที่มีลมพายุพัด และมีฝนตกหนักในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ทำให้ตัวบ้านเอียงเล็กน้อย จากนั้นเมื่อ 2 วันที่แล้ว เสาไม้ที่หน้าบ้านซึ่งยึดนอตไว้กับเสาปูน ได้ถูกตัวบ้านดึงจนบ้านเอียงลงไปในคลอง กระทั่งช่วงเช้าวันนี้ได้ยินเสียงไม้ลั่นดัง 3 ครั้ง จากนั้นบ้านก็ถล่มโค่นลงทั้งหลัง ซึ่งตนกำลังเก็บข้าวของอยู่ แต่กระโดดออกมาจากตัวบ้านได้ทัน รอดโดนทับอย่างหวุดหวิด

ด้านนายมนัส ดำริห์ รองปลัดฯ ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศบาลเมืองลาดสวาย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านที่ปลูกรุกล้ำในเขตชลประทาน จึงไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์ผ้าใบมากางบริเวณพื้นที่ว่างริมถนนเลียบคลองสี่ ตรงข้ามบ้านหลังที่เกิดเหตุเพื่อให้เก็บข้าวของและทรัพย์สินไว้ชั่วคราวก่อน พร้อมเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือต่อไป ส่วนบ้านหลังอื่นๆ ที่ปลูกอยู่ริมคลอง ขอให้ระมัดระวังไว้ด้วย.

ที่มา>>>Thairath

น.1ร่วมประชุม ตร. คดี 6 โจ๋ทำร้ายคนพิการ ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

รรท.ผบช.น.เดินทางประชุมร่วมกับทีมสืบสวน สน.โชคชัย เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณี 6 โจ๋ ทำร้ายคนพิการลูกจ้างร้านขนมปัง เพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่ญาติผู้ตายยันให้ความเป็นธรรม ส่วนแฟนสาวผู้ก่อเหตุ กำลังดูหลักฐานหากผิดพร้อมดำเนินคดี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2559 พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางมาประชุมร่วมกับตำรวจนครบาลโชคชัย เพื่อตรวจสอบความชัดเจนและความคืบหน้าของคดีดังกล่าว พร้อมลงพื้นที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านขายขนมปังเพื่อให้กำลังใจและให้ความเชื่อมั่นในการทำคดีแก่ญาติผู้เสียชีวิต

พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานผู้เหตุการณ์ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวมถึงคลิปวิดีโออย่างละเอียด พร้อมยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายส่วนกรณีที่ญาติผู้เสียชีวิตต้องการให้ดำเนินคดีกับแฟนสาวของผู้ก่อเหตุ ที่อ้างว่าเป็นลูกตำรวจและคอยตะโกนยุยงให้ผู้ก่อเหตุลงมือนั้น ได้ทำการตรวจสอบและเรียกตัวหญิงสาวที่อยู่ในคลิปดังกล่าวมาสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุชัดเจนว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบโดยละเอียดและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีส่วนในการยุยงสนับสนุนจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที พร้อมเตรียมรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายฐานความผิดพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเจตนาฆ่า ตามที่ญาติและสังคมได้ร้องขอให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมหรือไม่.

ที่มา>>>Thairath

มาดูกันว่าทำไม Power Bank จากจีน ที่มีความจุสูง จึงมีราคาที่ถูกมาก

สำหรับอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟนชิ้นแรกๆ ที่ผู้ใช้มักจะพกพาไว้ติดตัว นั่นก็คือPower Bank หรือ แบตเตอรี่สำรองแบบพกพา นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบัน มีให้เลือกมากหมายหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายความจุ ในราคาที่แตกต่างกันไป โดย Power Bank บางยี่ห้อ มีความจุสูงถึง 20000 mAh แต่กลับมีราคาที่ถูกมาก ซึ่ง Power Bank ที่กำลังจะพูดถึงนี้ ก็คือ Power Bank จีนนั่นเองอย่างไรก็ดี ก่อนจะซื้อ Power Bank จีน ที่มีราคาถูกกว่ายี่ห้อทั่วๆ ไป โดยเฉพาะ Power Bank จากจีน ควรจะต้องตัดสินใจให้ดีเสียก่อน เพราะ Power Bank จากจีนบางรุ่น เมื่อแกะออกมา ด้านในจะเป็นแบบนี้ครับด้านในของ Power Bank จะมีการบรรจุทรายไว้ โดยมีตัว PCB board ขนาดเล็กแค่ตรงกลาง ซึ่งรุ่นนี้ มีผู้ใช้ชาวไต้หวัน เคยซื้อไปใช้งานแล้ว ในราคาที่ถูกมาก แต่ไม่สามารถใช้งานได้ครับ โดยรายละเอียดของตัวเครื่อง ระบุว่า รุ่นนี้ มีความจุอยู่ที่ 24000 mAh แต่เมื่อดูจากภาพ ไม่น่าจะถึง 2400 mAh ด้วยซ้ำไป

หรือถ้าหากข้างในไม่ได้บรรจุทราย อาจจะบรรจุแบตเตอรี่ก้อนเล็กๆ ไว้แบบนี้สังเกตจากสีของ  Li-Ion batteries ที่ต่างกันเป็นลักษณะของการเอามาใส่รวมกันมากกว่าที่จะมาจากการผลิตใน Lot เดียวกัน และดูจากสภาพของ batteries Power Bank แบบนี้ ไม่น่าจะสามารถใช้งานได้ อีกทั้งน่าจะมีอันตรายหากนำไปใช้งาน

ถ้าหากเป็น Power Bank ของแท้และมีคุณภาพ ด้านในจะเป็นแบบนี้ครับ

ฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ Power Bank อันดับแรก อย่าเลือกที่ราคาถูกก่อน เพราะสินค้าที่มีราคาถูกกว่าราคาเฉลี่ยในท้องตลาด มักจะเป็นสินค้าที่คุณภาพไม่ดี หรือย้อมแมวขาย แบบเดียวกับรูป Power Bank ของปลอมข้างต้น และยิ่ง Power Bank ต้องนำไปใช้กับ สมาร์ทโฟน ที่ปกติมีราคาสูงอยู่แล้ว

ทางที่ดีควรจะเลือกซื้อยี่ห้อที่มีชื่อเสียง และมีคุณภาพ แม้จะจ่ายราคาที่แพงกว่าหน่อย แต่ก็มั่นใจและรับประกันได้ว่า ปลอดภัยต่อการใช้งาน

ที่มา>>>Sanook

ไฟไหม้บ้าน หนุ่มเจ็บขามุดหลบใต้เตียง ถูกคลอกดับ

ภาพจาก ร.ต.อ.ณรงศักดิ์ จิตตรง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุตรดิตถ์

เกิดเหตุสลดใจ เพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่งใน ต.บ้านด่านนาขาม อุตรดิตถ์ ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำ ลูกชายเจ้าของบ้านวัย 40 เจ็บกระดูกข้อเท้าแตก มุดหลบใต้เตียง ถูกไฟคลอกดับคาบ้าน เบื้องต้น จนท. คาด ไฟฟ้าลัดวงจร ประเมินความเสียหายร่วม 5 แสนบาท…

วันที่ 3 พ.ค.59 น.ร.ต.อ.ณรงศักดิ์ จิตตรง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมือง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 159 หมู่ 1 ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ จึงรีบรายงานให้ พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูดล ผกก.สภ.เมือง ทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุ มีรถดับเพลิง เทศบาลตำบลด่านนาขาม 1 คัน อบต.ด่านนาขาม 1 คัน รถดับเพลิงเทศบาลเมือง 2 คัน และรถดับเพลิงของ อบต.น้ำริด 1 คันรวม 5 คัน ได้ฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง หลังเพลิงสงบ ปรากฏว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหลังตรวจสอบภายในบ้าน พบศพ นายเจริญชัย ด่วนเดิน อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของบ้าน ซึ่งขณะเกิดไฟไหม้ผู้ตายได้นอนอยู่หน้าบ้าน ก่อนเข้าไปหลบอยู่ใต้เตียงนอน แต่ไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ผู้ตายไม่สามารถหนีออกมาทัน ประกอบกับมีอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจนกระดูกข้อเท้าแตก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงถูกไฟคลอกตายสอบสวน นางเรียง ด่วนเดิน อายุ 63 ปี เจ้าของบ้าน กล่าวว่า มีอาชีพขายของชำ เปิดขายตลอด 24 ชั่วโมง ภายในบ้านจะมีผู้พักอาศัยอยู่ในบ้านรวม 4 คน ก่อนเกิดเหตุ นางเรียงและคนในบ้าน ได้ยินเสียงลักษณะคล้ายไฟช็อตบริเวณกลางบ้านจึงตื่นขึ้นมาดู พบว่า มีประกายไฟและเพลิงไหม้ภายในบ้าน จึงได้ออกจากบ้านและตะโกนให้เพื่อนบ้านช่วยกันดับไฟแต่ไม่สามารถดับไฟได้ เพราะไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วและลมพัดกระโชกอย่างแรง จึงได้แจ้งศูนย์วิทยุ 191 เพื่อให้ประสานรถดับเพลิงมาควบคุมเพลิง กว่าจะควบคุมได้ใช้เวลา เกือบ 1 ชั่วโมง คาดว่า ความเสียหายในครั้งนี้ ประเมินราคาที่ประมาณ 500,000 บาทเศษ

ส่วนสาเหตุที่เกิดไฟไหม้บ้านในครั้งนี้ เบื้องต้น คาดว่า ไฟฟ้าลัดวงจร แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง.

ที่มา>>>Thairath

สองสาวสุดเฮง ถูกที่1รับคนละ 6 ล้าน! ดวงดีจัด โดนทั้งใต้ดิน-สองตัว

สาวโซนตะวันออกดวงดีถึง 2 รายในงวดนี้ รายแรกเป็นสาวโรงงานอยู่กบินทร์บุรี ซื้อสลากฯ จากเพื่อนร่วมงาน อีกรายเป็นแม่บ้านอยู่ อ.แกลง ระยอง เฮงจัดเจ้าที่เข้าฝันให้โชค ถูกทั้งเลขท้าย 2 ตัว หวยใต้ดิน และรางวัลที่ 1 ได้ 6 ล้าน…

วันที่ 3 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดของวันที่ 2 พฤษภาคม 59 ประกาศรางวัลแล้ว ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มีสาวโรงงานคนหนึ่งสุดเฮงถูกรางวัลที่ 1 รวยทันตา 6 ล้านบาท หลังจากใช้ชีวิตเป็นสาวโรงงานมานานกว่า 10 ปี เวลาว่างปลูกพืชผักสวนครัวขายตามตลาดนัด หาเงินส่งลูกสาวเรียน และยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส.กว่า 2 แสนบาทสาวปราจีนบุรี ดวงดี

หลังจากทราบว่ามีผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปยัง บ้านเลขที่ 97 หมู่ 8 บ้านตลิ่งชัน ต.นาแขม อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นบ้านของ นางแก้วตา เงินเร็ว อายุ 44 ปี สาวโรงงานบริษัทกุลธรฟรีเมียร์ จำกัด เขตนิคมอุตสาหกรรมสหพัฒน์กบินทร์บุรี ซึ่งเป็นผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล 1 คู่ เป็นจำนวนเงิน 6 ล้านบาท และนายสามารถ เงินเร็ว อายุ 46 ปี สามี โดยมีเพื่อนบ้านมาห้อมล้อมร่วมแสดงความยินดี

นางแก้วตา เงินเร็ว ว่าที่เศรษฐินี 6 ล้าน เปิดเผยว่าขณะที่ตนกำลังทำงานอยู่ในโรงงาน มีเพื่อนร่วมงานด้วยกันชื่อป้าแจ๊ส นำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายในโรงงานตนได้ซื้อไว้ 7 คู่ และ 1 ในจำนวน 7 คู่ คือ หมายเลข 399459 ซึ่งตรงกับรางวัล ที่ 1 สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับตัวเองและครอบครัว รวมทั้งเพื่อนบ้านมาร่วมแสดงความยินดี และมีการเลี้ยงสังสรรค์กันเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้านบาท

ส่วนเงินที่ได้มาจะเก็บไว้เป็นทุนให้ลูกสาวที่กำลังเรียนชั้น ม. 4 โรงเรียนมณีเศวตอุปถัมภ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี และจะใช้หนี้ ธ.ก.ส.จำนวน 2 แสนบาท นอกจากนี้ยังตั้งใจไว้ว่าจะทำบุญสร้างมณฑปให้กับวัดข้างบ้านที่ยังก่อสร้างค้างไว้ และจะตั้งโรงทานเลี้ยงด้วย เงินที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นทุน ส่วนอาชีพยังจะเป็นสาวโรงงาน พร้อมกับขายผักตามตลาดนัดต่อไป

ขณะที่ผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 อีกราย อยู่ในโซนภาคตะวันออกเช่นกัน โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านเลขที่ 46/1 ม.8 ต.พังราด อ.แกลง พบกับนางสุพัฒน์ พานทอง อายุ 61 ปี เจ้าของบ้าน หลังทราบว่าที่บ้านหลังนี้มีคนถูกรางวัลที่ 1 นางสุพัฒน์ บอกว่ามีจริง แต่ตอนนี้ไม่อยู่ เดินทางไปขึ้นเงินที่ กทม. คนที่ถูกเป็นลูกสาวของตนเอง ชื่อ น.ส.นกน้อย ชมเมืองมิ่ง อายุ 39 ปี เป็นแม่บ้านพักอาศัยอยู่กับสามี ที่ แหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สามีอาชีพขับรถบรรทุก ตัวลูกสาวเองดูแลลูก 2 คน รู้สึกดีใจไปกับลูกด้วยสาวระยอง ดวงเฮง

“เมื่อวานตอนเย็นลูกโทรมาบอกว่า ถูกเลขท้าย 02 จำนวน 4 ใบกับถูกใต้ดินอีก 200 บาท และเมื่อประกาศรางวัลที่ 1 ลูกโทรมาอีก ครั้งนี้เสียงร้องไห้โฮๆ ด้วยความดีใจว่าหนูถูก รางวัลที่ 1 อีก 1 ใบได้ 6 ล้านบาท สาเหตุที่ถูกเนื่องจากมีเจ้าที่ที่พักอยู่ เป็นบ้านเช่า ได้มาเข้าฝัน ให้ซื้อ 59 จึงไปหาซื้อได้มา 1 ใบ และเลข 02 อีก 4 ใบ ส่วนเงินที่ได้ลูกสาวบอกว่า จะนำไปใช้หนี้ค่าบ้านที่ติดเขาอยู่ กับสร้างบ้านให้แม่ เพราะบ้านหลังเก่าจะพังมิพังแหล่ ที่เหลือคงเก็บเป็นทุนการศึกษาให้ลูกๆ” นางสุพัฒน์ ผู้เป็นแม่กล่าว.

ที่มา>>>Thairath

รฟม.เตรียมทดลองให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มิ.ย.นี้-เร่งแก้ปัญหาเชื่อมต่อสายสีน้ำเงิน

รฟม.เตรียมทดลองให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มิ.ย.นี้-เร่งแก้ปัญหาเชื่อมต่อสายสีน้ำเงินรฟม.เตรียมทดลองให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่ – บางซื่อ ในเดือน มิ.ย.นี้ เเละเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 6 ส.ค. ขณะเดียวกัน เร่งหาทางแก้ไขปัญหาเชื่อมต่อสายสีน้ำเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงคมนาคมจะเสนอเเนวทางการเเก้ปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันพรุ่งนี้ เพราะการเชื่อมโยงในการเดินทางถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งมวลชน ซึ่งอีกเพียงแค่ 2 เดือน ประชาชนจะได้ทดลองใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เเต่กลับมีปัญหาตรงจุดเชื่อมช่วงเตาปูน กับ บางซื่อ ทั้งที่มีระยะห่างเพียง 1 กิโลเมตร จากเตาปูน มาบางซื่อ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปในการเชื่อมโยงกัน

คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (บอร์ด รฟม.) จึงเรียกประชุมด่วน เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ 1. เสนอแก้ไขสัญญาสัมปทานเดินรถใต้ดินสีน้ำเงิน จากเดิมหัวลำโพงถึงบางซื่อ เป็น หัวลำโพง ถึง เตาปูน หรือเพิ่มขึ้นอีก 1 กิโลเมตร กับบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) แต่ต้องรื้อแก้ไขสัญญาซึ่งสิ้นสุดในปี 2572 ขนานใหญ่ ประโยชน์ที่ผู้เดินรถ หรือ BEM จะได้รับ คือการขนคนได้มากขึ้น และ
มีรายได้มากขึ้นตามมา

แนวทางที่ 2 รฟม.เสนอให้เพิ่มระยะทางอีก 1 กิโลเมตรที่มีปัญหาในสัญญาเดินรถของรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย จากเดิมเส้นทาง หัวลำโพงถึงท่าพระเป็นหัวลำโพง ถึงเตาปูน ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาเงื่อนไขและรูปแบบการลงทุน ของคณะกรรมการร่วมลงทุนเอกชน (พีพีพี) คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือน พ.ค.นี้ สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ต่างกัน เพราะไม่ว่ารายใดจะเข้ามาให้บริการการเดินรถ ก็ได้จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากสถานีนี้

จากนี้ รฟม.จะส่ง 2 แนวทางนี้ไปให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจวันพรุ่งนี้ว่าจะเลือกแนวทางใด โดยทั้ง 2 แนวทาง ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 เดือน ซึ่งเป็นไปตามที่ BEM ผู้ได้รับสัมปทานได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นคนที่ใช้บริการสายสีม่วงแล้วหวังจะเชื่อมต่อสายสีน้ำเงิน เเต่อย่างน้อยการตัดสินใจให้เร็วที่สุดย่อมเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่ – บางซื่อ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 6 ส.ค.นี้ ทางกระทวงคมนาคมจะแก้เชื่อมต่อกันอย่างไร รฟม.เสนอให้ใช้รถชัตเติลบัสในการรับส่งผู้โดยสารจากสถานีเตาปูนถึงบางซื่อ หรือประชาชนผู้ใช้บริการ อาจนั่งรถไฟดีเซลรางจากสถานีบางซื่อ ไปสถานีบางซ่อน ซึ่งในวันที่ 10 พ.ค.นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

ที่มา>>>Sanook

ลีเดีย ยิ่งท้องยิ่งต้องสวย ชี้ออกกำลังกายแล้วสดชื่น

ขนาดท้องโตร่วม 7 เดือนแล้ว แต่ ลีเดีย—ศรัณรัชต์ ก็ยังทำตัวเหมือนคนปกติ ออกกำลังกายท่ายากโชว์จนถูกหลายคนทักท้วง ล่าสุดยังไปเที่ยวทะเลกับแก๊งเพื่อนๆนุ่งบิกินีอีกตะหาก!

เจอ ลีเดียเลยคว้าตัวมาอัพเดตว่า เป็นยังไงบ้าง? “ตอนนี้ 7 เดือนกว่าแล้วค่ะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นมาเยอะ และเพิ่งไปเที่ยวทะเลมา เราก็ยังเที่ยวไหว พอเดือนที่ 8 ก็ห้ามบินแล้ว” เห็นลงไอจีเซ็กซี่เชียว? “เดียเองก็ถ่ายรูปอัพเดตพัฒนาการท้องของเดียอยู่แล้วเป็นปกติ ให้เห็นเคิร์ฟของท้องที่ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นถ่ายเก็บไว้เรื่อยๆ จนคลอด พี่แมทเป็นคนถ่ายให้ ไม่ได้เซ็กซี่อะไรเป็นภาพอาร์ตๆมากกว่า” จะมีแฟชั่นท้องมั้ย? “กำลังคุยอยู่ค่ะ ยังไม่ได้ตอบตกลงอะไรชัดเจน คงไม่ได้เซ็กซี่อะไร ออกแนวคุณแม่เฮลตี้ ก็คิดว่าดีเหมือนกัน เราจะได้มีภาพเก็บไว้ดูว่าช่วงนึงในชีวิตเรา 9 เดือนท้องเป็นอย่างนี้ๆ พี่แมทก็โอเค อยากทำอะไรก็ได้หมดถ้าคุณแม่แฮปปี้” กลายเป็นไอดอลคุณแม่ยุคใหม่รักการออกกำลังกาย?“ก็อยากจะแนะนำว่าถ้าออก กำลังกายได้ก็จะดีมาก อย่างตัวเดียเองตอนแรกก็นั่งเฉยๆ กินๆไปวันๆ แล้วเดียรู้สึกว่ามันไม่ไหว มันอืด เราเบื่อไม่ สบายตัว เลยลองปรึกษาหมอว่าอยากจะออกกำลังกาย พอได้ออกแล้วเราก็กลับมาสดชื่น เหมือนเรามีแรงอยากจะทำนั่นทำนี่” ไม่ใช่ว่าเราติดห่วงสวยอะไรแบบนี้? “แน่นอน ผู้หญิงทุกคนรักสวยรักงามอยู่แล้ว ยิ่งตอนท้องเรายิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งทุกอย่างต้องอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัยและเหมาะสม”.

ที่มา>>>Thairath

สัมผัสพลัง “เมตตา-ศรัทธา-ปัญญา” ที่ “มหาเจดีย์โพธินาถจำลอง” แห่งที่สองของโลก

พระมหาธาตุเจดีย์ไตรรัตนพุทธญาณรังสีปฐมวีมงคล.

ไปดูเจดีย์เนปาลในเมืองไทยกันมั้ย” เพื่อนสาวอารมณ์ศิลป์เอ่ยปากชวน ตอนแรกก็งงๆอยู่ว่า เจดีย์เนปาลในเมืองไทยมีด้วยหรือ และอยู่ที่ไหน

คำตอบคือ อยู่ที่เชียงใหม่ ว่าแล้วก็ขับรถขึ้นเหนือกันเลย โดยมีจุดหมายปลายทางที่ “อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถาน” อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ทางขึ้นมหาเจดีย์.

จากตัวเมืองเชียงใหม่ขับรถไปตามถนน สายเชียงใหม่-ฮอด ราว 60 กิโลเมตร ผ่านวัดพระบรมธาตุศรีจอมทอง ขับตรงไปจนถึง สถานีตำรวจจอมทองจะเห็นสี่แยกไฟแดง ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยข้างที่ว่าการอำเภอจอมทอง ขับไปตามป้ายสถานปฏิบัติธรรมนิโรธรรม แค่นิดเดียวก็จะเห็นมหาเจดีย์หน้าตาเหมือนกับมหาเจดีย์โพธินาถ ที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ตั้งตระหง่านอยู่บนสันเขาเล็กๆ ตรงทางเข้าเขียนว่า “อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถาน” แน่ใจได้ว่ามาไม่ผิดที่แน่ๆองค์พระพุทธรูปตระห่าน.

ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าสู่อาศรม เราสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่แฝงด้วยพลังแห่งเมตตาของสถานที่ แม้ว่าอากาศจะร้อนจัด แต่ใจเรากลับไม่ร้อน มีแต่ความมุ่งมั่นศรัทธาที่จะขึ้นไปกราบองค์มหาเจดีย์ ตามความตั้งใจเท่านั้นด้านหน้าองค์มหาเจดีย์มีรูปปั้นองค์มหาเทพตามความเชื่อฮินดู.

“มหาเจดีย์โพธินาถจำลอง” องค์นี้มีชื่อเรียกว่า “พระมหาธาตุเจดีย์ไตรรัตนพุทธญาณรังสีปฐวีมงคล” เป็นเจดีย์รูปทรงศิลปะแบบเนปาลขนาดเท่ากันกับมหาเจดีย์โพธินาถ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล ด้านบนแต่ละด้านของเจดีย์มีรูปดวงตาที่สาม หรือ Wisdom Eyes ที่บางครั้งก็เรียกว่า Buddha Eyes ที่มีผู้ให้ความหมายแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเป็นดวงตาเห็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่บางคนเชื่อว่า การกระทำทุกอย่างของมนุษย์จะอยู่ในสายตาของพุทธะเสมอองค์มหาเจดีย์ถ่ายจากระยะไกล.

แต่ถ้าดูตามความหมายของชาวเนปาลซึ่งเรียกดวงตาคู่นี้ว่า “ฮัมมิกะ” (Hermika) แปลว่า “ดวงตาเห็นธรรม” ซึ่งมิใช่ดวงตาแห่งพระพุทธเจ้า หากแต่เป็นดวงเนตรขององค์ “อวโลกิเตศวร” พระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ในโลก ที่ทรงมองลงมาเบื้องล่างอย่างมีเมตตา แม้จะทรงสั่งสมทานบารมีจนพร้อมจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่พระองค์กลับยังไม่ไปไหน ทรงสถิตอยู่เพื่อ คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากให้ก้าวพ้นบ่วงทุกข์ไปสู่แดนนิพพานอันเป็นสุขนิรันดรพร้อมๆกันเสียก่อน

ประวัติการสร้าง พระมหาธาตุเจดีย์ไตรรัตนพุทธญาณรังสีปฐวีมงคล เขียนไว้ว่า ครูบาเจ้าตรัยเทพ จันทวัณโณ ซึ่งเป็นผู้สร้างและพัฒนาอาศรมพรหมธาดาแห่งนี้ ได้จำลองแบบงานสถาปัตยกรรมมาจาก เจดีย์โบดะนาถของเนปาล ถือเป็นมหาเจดีย์โพธินาถจำลององค์แรกของประเทศไทย และเป็นองค์ที่สองของโลกWisdom Eyes ตาที่สาม หรือดวงตาแห่งปัญญา.

ครูบาตรัยเทพ จันทวัณโณ.

นอกจากมหาเจดีย์องค์ใหญ่แล้ว สิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณอาศรมพรหมธาดา ครูบาเจ้าตรัยเทพได้สร้างให้กลมกลืนและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่บนไหล่เขา โดยมีหลักการ คือ การรักษาต้นไม้ทุกต้นไว้อย่างสมบูรณ์ โดยการเว้นต้นไม้ไว้ระหว่างทางเดินรอบๆสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พระฤาษีในอาศรมพรหมธาดา.

สำหรับรูปปั้นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ คนที่มาที่นี่อาจจะดูแปลกๆที่มีทั้งรูปปั้นองค์เทพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งดูเหมือนจะมีเกือบครบทุกองค์ โดยเฉพาะองค์หลักๆอย่างเช่น พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ ฯลฯ และยังมีรูปปั้นของพระโพธิสัตว์หรือองค์เทพตามความเชื่อของจีน ศาสดาของศาสนาคริสต์ ไปจนถึงรูปปั้นของผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหญิงและชาย อย่างเช่น ท่าน ก.เขาสวนหลวง หรือ อุบาสิกากี นานายน ผู้ล่วงลับ ซึ่งครูบาเจ้าตรัยเทพ ให้เหตุผลของการสร้างสิ่งเหล่านี้ว่า ไม่ต้องการให้ยึดติดเฉพาะนักบวชหรือนักปฏิบัติในพุทธศาสนาเท่านั้นวันที่ครูบาเจ้าตรัยเทพไปกราบหลวงปู่จันทา.

ครูบาตรัยเทพ บอกว่า อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถานเปิดกว้างให้ทุกเชื้อชาติ ทุกชนชั้นและทุกศาสนา เข้ามาศึกษาเพื่อปฏิบัติธรรมเพราะศาสดาของทุกศาสนาล้วนสอนคนให้มีเมตตา สอนให้เป็นคนดี สอนให้อยู่ในสังคมอย่างเกื้อหนุน จุนเจือ มีความรักความสามัคคีต่อกันทั้งสิ้น ทุกคนรู้หลักและคำสอนของศาสดาได้จากการอ่านการสอน แต่คนที่รู้แจ้งคนที่รู้ธรรมนั้นมีน้อยเพราะไม่ลงมือฝึกปฏิบัติ

“แท้ที่จริงแล้วนักปฏิบัติธรรมมีทุกเชื้อชาติ ทุกชนชั้นและทุกศาสนา สิ่งที่แตกต่างกันเป็นแค่แนวทางหรือวิธีการปฏิบัติ และชื่อเรียกที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชนชาติและศาสนานั้นๆ แต่จุดมุ่งหมายอันเดียวกัน คือ ความสงบแห่งจิต เพื่อให้เกิดปัญญา” ครูบาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดในการจัดสร้างรูปปั้นหรือสถานที่ต่างๆ ภายในอาศรมรูปหล่อและสังขารหลวงปู่จันทา อนากุโล.

นอกจากนี้ ที่อาศรมพรหมธาดาแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานสรีระสังขารของ “หลวงปู่จันทา อนากุโล” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าเกษมสุข อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมรณภาพตั้งแต่เดือน ต.ค.2553 ในท่านั่ง และร่างยังไม่เน่าเปื่อย ลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้นำสรีระสังขารของท่านมาไว้ที่นี่ตามเจตนารมณ์ของหลวงปู่เคยบอกไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะละสังขารแผนที่ทางไปอาศรมพรหมธาดา.

เรื่องราวของหลวงปู่จันทากับครูบาเจ้าตรัยเทพนั้นมีความอัศจรรย์เป็นอย่างมาก โดยหลวงปู่เชื่อว่า ครูบาเจ้าตรัยเทพเป็นอาจารย์ของท่านเมื่อชาติก่อน เมื่อท่านเห็นรูปถ่ายของครูบาเจ้าตรัยเทพ ก็ทราบโดยญาณและบอกว่านี่คืออาจารย์ของท่าน และท่านอยากไปกราบครูบาเจ้าตรัยเทพมาก แต่ครูบาเจ้าตรัยเทพ เห็นว่าท่านเป็นพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ต้องไปกราบท่านก่อน ครูบาเจ้าตรัยเทพจึงได้ไปกราบหลวงปู่จันทาที่ปราจีนบุรีและหลวงปู่จันทาก็ได้มาเยี่ยมครูบาเจ้าตรัยเทพที่เชียงใหม่บ่อยๆ จนกระทั่งหลวงปู่จันทาอาพาธหนักและได้เรียกหาครูบาเจ้าตรัยเทพทุกวัน พระยาวซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากจึงได้โทรศัพท์แจ้งแก่ครูบาเจ้าตรัยเทพ เพียงครูบาเจ้าตรัยเทพบอกว่า “ไม่ต้องห่วงอะไร” เท่านั้น หลวงปู่จันทาก็หลับตามรณภาพด้วยความสงบ ร่างกายยังอ่อนนิ่มเหมือนคนนอนหลับ เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาจนถึงวันนี้

หากมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ แนะนำให้แวะไปกราบนมัสการองค์มหาเจดีย์โพธินาถจำลองแห่งนี้สักครั้ง เพื่อสัมผัสพลังแห่งศรัทธา เมตตา และปัญญาอย่างแท้จริง.

ที่มา>>>Thairath

ลูกเห็บตกบนดอยอินทนนท์ ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

(ภาพจาก หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอินทนนท์)

ดอยอินทนนท์ มีพายุลูกเห็บขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ตกลงมาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีลมกระโชกแรง หน.อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุ ไม่มีรายงานความเสียหาย…

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 เม.ย. 59 นายพรเทพ เจริญสืบสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่รายงานว่า บนดอยอินทนนท์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนักและมีลูกเห็บขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่จนขาวโพลน ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์โดยเมื่อพายุลูกเห็บสงบลงชาวบ้านต่างพากันแตกตื่นออกมาดูลูกเห็บ ที่กองทับถมกันเป็นจำนวนมาก จนบางคนถ่ายรูปอัพโหลดลงในโลกโซเชียลเพื่อแชร์ข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ประชาชนในพื้นที่อื่นได้ทราบด้วยดอยอินทนนท์มีลูกเห็บตก

ลูกเห็บขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร

ขณะเดียวกันยังมีฝนตกลงมาควบคู่กับลูกเห็บด้วย แต่ไม่มีลมกระโชกแรง อย่างไรก็ตามจากการสำรวจเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีบ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ในส่วนพื้นที่อื่นนอกจากบนดอยอินทนนท์แล้ว ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ไหนเกิดความเสียหายจากพายุลูกเห็บตกในครั้งนี้ ซึ่งตนได้สั่งการให้ลูกน้องออกสำรวจความเสียหายแล้ว หากมีความเสียหายเกิดขึ้นในพื้นที่ให้รายงานด่วนเพื่อจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา>>>Thairath